ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ไทยพร้อมไหม?“ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเคลื่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วหรือยัง?” นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องถามตัวเอง แล้วต้องช่วยกันหาคำตอบ ถ้าไม่มีคำตอบและขาดการวางยุทธศาสตร์ชาติที่ไม่เป็นรูปธรรม อีก 10-20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาอันเกิดจากผู้สูงอายุที่รุนแรง อันจะมีกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม มุมมองและแนวคิดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมคนไทยให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ที่ผ่านมาเรามักจะให้ความสำคัญการพัฒนาผู้สูงวัยเมื่อเข้าช่วงอายุ 60 ปี ซึ่งสายเกินการ ความเป็นจริงต้องเตรียมคนช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป ให้มีความพร้อมที่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะการเตรียมตัวด้านสุขภาพ เพราะวัยทำงานเป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลยาวไปจนถึงบั้นปลายชีวิต ดั่งเช่นที่สังคมเรากำลังประสบปัญหาที่รุนแรงอยู่ในขณะนี้ แผนงานรองรับยุทธศาสตร์นี้ต้องมุ่งมั่นปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นกับคนวัยนี้ โดยเฉพาะการกินอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนี้การเตรียมพร้อมด้านการเงินและสังคมก็มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาคู่ขนาดกันไปตั้งแต่วัย 40-45 ปี


ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมเพื่อการพึ่งพาตนเองในกลุ่มผู้สูงวัย ตามหลักสากลทั่วไปนั้น การดูแลผู้สูงวัย ควรแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ กลุ่มที่พอจะช่วยเหลือตนเองได้บ้าง และกลุ่มพึ่งพาผู้อื่นหรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หากยุทธศาสตร์ที่ 1 ประสบความสำเร็จ เท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณผู้สูงวัยให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เป็นการลดภาระของสังคม แผนงานรองรับที่สำคัญคือ การกำหนดกิจกรรมแยกส่วนกันให้ชัดเจนของคนสูงวัย 3 กลุ่มดังกล่าว โดยใช้องค์ความรู้แบบสหวิชาการ มาดำเนินงาน คงไม่ใช่เฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้น หลักการที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้กลุ่มที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีศักยภาพในการช่วยเหลือเกื้อกูลอีกสองกลุ่มที่เหลือ หรือการสังคมผู้สูงวัยให้เอื้ออาทรต่อกันและกัน
ดร.สง่า กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาผู้ใกล้ชิดผู้สูงวัย ให้มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ควรมองการดูแลผู้สูงวัย โดยการเน้นเฉพาะตัวผู้สูงวัยเท่านั้น แต่การพัฒนาศักยภาพผู้ใกล้ชิดผู้สูงวัย ให้มีความสามารถในการดูแลผู้สูงวัยที่รอบด้านคือความสำคัญยิ่ง ผู้ใกล้ชิดไม่ได้หมายถึงเฉพาะบุตรหลานเท่านั้น แต่หมายรวมถึง กลุ่มคนอื่นๆที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงวัย อาทิ เพื่อนบ้าน องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย เป็นต้น กลุ่มคนเหล่านี้ต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลผู้สูงอายุ อย่างสม่ำเสมอ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาจิตใจเตรียมเข้าสู่ช่วงผู้สูงวัย ให้อยู่ร่วมสังคมอย่างสันติสุข การพัฒนาจิตไม่ได้หมายถึงเพียงการทำบุญเข้าวัด ฟังเทศ สวดมนต์เพียงเท่านั้น แต่การสร้างคนวัยทำงาน ให้เข้าถึงคุณธรรมศีลธรรม และจิตปัญญา เพื่อการฝึกตนเองให้อยู่ร่วมสังคมอย่างมีความสุข นับเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นผู้สูงวัยสุขภาพจิตดี
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัย ยุทธศาสตร์นี้ที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ไปให้ความสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเช่น ส้วม ทางลาดชันสำหรับผู้สูงอายุ แต่สิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือการสร้างพื้นที่ หรือเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนวัยเดียวกันและคนวัยอื่น และการสร้างบรรยากาศให้ผู้สูงวัย เกิดความภาคภูมิใจว่าเขาคือบุคคลสำคัญในสังคม เป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้
“แม้ว่าจะยังมียุทธศาสตร์ที่สำคัญๆอื่นอีกมากมาย แต่ถ้าไม่สามารถแตกยุทธศาสตร์เหล่านั้นสู่การเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างแท้จริง ก็จะไม่มีวันบรรลุเป้าหมายได้ เพราะการพัฒนาผู้สูงวัยไม่ใช่เป็นภาระขององค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนทุกองค์กรในสังคมไทย เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยคุณภาพ” ที่ปรึกษากรมอนามัยและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน