ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวในประเทศไทยโดยเฉลี่ยมีประมาณ 65 ล้านไร่ คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศ

ในแต่ละรอบการผลิตจะมีฟางข้าวเฉลี่ยประมาณปีละ 25.45 ล้านตัน และมีปริมาณตอซังข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาข้าว 16.9 ล้านตันต่อปี ดังนั้น จึงนับได้ว่ามีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับตอซังพืชชนิดอื่น

หลาก&หลาย

มองปัญหา ทำความเข้าใจ
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ จะมีปริมาณฟางข้าวและตอซัง โดยเฉลี่ยปีละ 650 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการฟางข้าวและตอซัง เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้และผลผลิตทางการเกษตร

ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเผาฟางข้าวและตอซัง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนต่างๆ จนทำให้ฟางถูกเผาทิ้งอย่างน่าเสียดาย การเผาฟางนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นมลภาวะและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ขับเคลื่อนนโยบาย 3R
กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนนโยบาย 3R หรือ 3 เปลี่ยน ตามนโยบายรัฐบาลเป็นแนวทางเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร

หลาก&หลาย

เป้าหมายสำคัญคือ ทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้เข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่เผา และส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร สำหรับตอซังข้าวและฟางข้าวเป็นวัสดุที่ย่อยสลายง่าย

จึงมีหลายภาคส่วนร่วมกันหานวัตกรรมใหม่มาช่วยในการย่อยสลาย และต้องปลอดภัยทั้งเกษตรกร ปลอดภัยต่อพืช ไม่มีสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม

โดยปกติแล้วฟางข้าวมีปริมาณธาตุอาหารหลักของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เฉลี่ย 0.51 0.14 และ 1.55 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณธาตุอาหารรองของพืช ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ เฉลี่ย 0.47 0.25 และ 0.17 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุจะปรับเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ประหยัดต้นทุนการซื้อปุ๋ย เป็นวงจรการปรับปรุงบำรุงดิน

หลาก&หลาย

สร้างแนวร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน
สำหรับการขับเคลื่อนการศึกษาทดสอบเทคโนโลยีชีวภาพ จังหวัดปทุมธานี นับเป็นต้นแบบในการบูรณาการจัดการปัญหาได้ โดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

คิดค้นและพัฒนากลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายตอซังและฟางข้าว คิดค้นถังบ่มเพาะหัวเชื้อกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายตอซังและฟางข้าว โดยมีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการขยายจุลินทรีย์ให้เกษตรกรสามารถผลิตขยายจุลินทรีย์ใช้ในชุมชนได้

สำหรับสำนักงานเกษตรจังหวัดมีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้เกษตรกร และในเดือนต.ค.2567 เป็นต้นไป จะขยายนำร่องใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกร 2,400 คน พื้นที่รวม 59,000 ไร่

ดึงนโยบาย สู่การใช้จริง
สำหรับจุลินทรีย์ชนิดนี้ สามารถใช้ได้ทุกพื้นที่ตามความสะดวกและทรัพยากรที่มีอยู่ในมือของเกษตรกร เช่น ใช้โดรนในการฉีดพ่น ใช้ถังฉีดพ่น หรือละลายน้ำและขังน้ำไว้ เพียง 7 วัน จุลินทรีย์ชนิดนี้จะทำให้ตอซังและฟางข้าวมีความนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่ติดล้อรถที่มาตีนาในขั้นตอนการเตรียมดิน

หลาก&หลาย

ลักษณะของน้ำในแปลงนาที่หมักด้วยจุลินทรีย์ จะมีสีฟางข้าว ไม่มีกลิ่นเหม็น โดยรวมใช้เวลาน้อยกว่าการขังน้ำโดยไม่มีการเติมจุลินทรีย์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเริ่มการทำนาได้เร็วขึ้น

ผลขับเคลื่อน
จากการวิจัยและทดลองในพื้นที่ พบว่า ปริมาณการใช้ปุ๋ยลดลงเกือบ 1 เท่าตัว จากเดิมธาตุอาหารที่เกษตรกรต้องใส่เฉลี่ย 650 กิโลกรัมต่อไร่ คำนวณจากการใช้ไนโตรเจน 6.9 ฟอสฟอรัส 0.8 โพแทสเซียม 15.6 และหลังจากการอัดฟางใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย พบว่า คิดเป็น 275 กิโลกรัมต่อไร่ คำนวณจากการใช้ไนโตรเจน 2.92 ฟอสฟอรัส 0.34 โพแทสเซียม 6.6 เป็นต้น

หลาก&หลาย

หลาก&หลาย

นอกจากจะช่วยให้โครงสร้างดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารในดินเพิ่มมากขึ้น การไม่สร้างมลพิษทางอากาศให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้จังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นชุมชนเมือง มีอากาศที่สะอาด ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากมีการเผาฟางและตอซัง ส่งผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงแปลงเกษตรกรข้างเคียงได้

ทางรอดที่ยั่งยืน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผา จะต้องใช้เทคโนโลยีและผลการวิจัย ศึกษา ทดสอบ และเห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงของการทดสอบ 3R Model จังหวัดปทุมธานี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจะสร้างจุดเปลี่ยนส่งเสริมการใช้นวัตกรรม

ขยายผลความสำเร็จที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ สร้างอากาศสะอาด สู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด 3 เปลี่ยน ตามแนวทางของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์

จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากทีเดียว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน