กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก โดยกล้วยหอมที่นิยมปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกรอสมิเชล เช่น กล้วยหอมทอง และกลุ่มคาเวนดิช เช่น กล้วยหอมเขียว (กล้วยหอมคาเวนดิช)
ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ส่วนการส่งออกกล้วยสดและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วยนั้นยังมีมูลค่าไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

กล้วยที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นกล้วยหอมทอง ซึ่งมีคุณภาพไม่เหมาะสมกับการส่งออกนักเนื่องจากมีเปลือกบาง ไม่ทนทานต่อการขนส่งระยะไกล ประกอบกับสุกไวและขั้วหลุดง่าย มีอายุการเก็บรักษาสั้น
ในขณะที่กล้วยหอมคาเวนดิชมีเปลือกหนา เหมาะแก่การขนส่ง เมื่อบ่มอย่างถูกต้อง (เทคนิคบ่มในห้องเย็น) สีเปลือกจะเหลืองสวย คุณภาพผลจะดี เมื่อสุกเนื้อจะแน่น ไม่เละ ถึงแม้จะหวานน้อยกว่ากล้วยหอมทองแต่เก็บรักษาได้นานกว่า จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าข้อมูลภาพรวมการผลิตกล้วยหอมของประเทศไทยในปี 2566 มีเนื้อที่ให้ผล 42,605 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 3,515 กิโลกรัม ผลผลิตรวมทั้งหมด 149,757 ตัน ต้นทุนการผลิตไร่ละ 5,687 บาท ราคาขายเฉลี่ยตันละ 15,233 บาท

ส่วนข้อมูลการค้าในปี 2566 มีปริมาณการบริโภคภายในประเทศ 148,236 ตัน หรือคิดเป็น 95% เป็นการจำหน่ายผ่านตลาดกลางและห้างสรรพสินค้า และผลผลิตบางส่วนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ปริมาณส่งออก 1,521 ตัน หรือคิดเป็น 5% ส่วนใหญ่การส่งออกกล้วยหอมเป็นแบบทำสัญญาข้อตกลงล่วงหน้า มีมูลค่าประมาณ 53 ล้านบาท ราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 35,092 บาท
โดยมีคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น จีน กัมพูชา ผลผลิตที่ส่งออกต้องมีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานเงื่อนไขของคู่ค้า และยังมีโอกาสขยายตลาดการส่งออกได้

สำหรับทิศทางและการส่งออกกล้วยหอมในอนาคตพบว่ามีทิศทางที่สดใส ประเทศญี่ปุ่นมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 ให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีนำเข้ากล้วยจากประเทศไทย จำนวน 8,000 ตัน
ซึ่งข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ที่ผ่านมาไทยใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวไม่เต็มโควตาเพียง 3,000 ตันเท่านั้น ในขณะที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคกล้วยมากเพราะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย มีคุณค่าทางอาหารสูง ราคาไม่แพง เข้าถึงได้ และสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นขนมได้หลายชนิด

ขณะที่ญี่ปุ่นปลูกกล้วยหอมได้ในปริมาณน้อย ต้องนำเข้าเฉลี่ยถึงปีละ 1 ล้านตัน ที่ผ่านมาไทยจึงตั้งเป้าเร่งส่งออกสินค้ากล้วยของไทยอีก 5,000 ตัน ให้ครบโควตาที่ไม่เสียภาษี
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกล้วยหอมให้มากขึ้น โดยส่งเสริมตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่ ตลาดแม่นยำ พื้นที่แม่นยำ พันธุ์แม่นยำ น้ำแม่นยำ ปุ๋ยแม่นยำ การจัดการโรคและแมลงแม่นยำ เทคโนโลยีการผลิตแม่นยำ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวแม่นยำ จำหน่ายแม่นยำ

โดยเฉพาะพันธุ์แม่นยำนั้นมีการส่งเสริมให้ใช้ต้นพันธุ์คุณภาพที่ได้การขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งมีจุดเด่นคือ ช่วยให้สามารถขยายพันธุ์พืชในปริมาณมากและในเวลาที่รวดเร็วกว่าการขยายพันธุ์แบบดั้งเดิม ปลอดโรค มีลักษณะตรงตามพันธุ์เหมือนต้นแม่ ต้นพืชที่ผลิตได้จะมีขนาดสม่ำเสมอ จึงให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้คราวละมากๆ พร้อมกัน หรือในเวลาเดียวกัน
ด้าน น.ส.วัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่าเกษตรกรต้นแบบในการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชของจ.ลพบุรี คือ นายไพวัลย์ แจ่มแจ้ง อายุ 62 ปี เป็นประธาน ศพก. (เครือข่าย) ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่ และประธานวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมลพบุรี

มีความโดดเด่นหลายด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต นำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ อาทิ ตรวจวิเคราะห์ดิน ใช้ระบบน้ำหยด และพลังงานจากโซลาร์เซลล์ ช่วยประหยัดน้ำและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
ควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน อาทิ ปรับระยะปลูกระหว่างต้นเป็น 3 x 3 เมตร โดยปลูกหลุมละ 3 ต้น การโยงเชือกระหว่างต้นกล้วยเพื่อลดผลกระทบจากลม การตัดแต่งปลีกล้วยเพื่อป้องกันเชื้อรา การห่อผลด้วยถุงผ้าสปัน เพื่อให้ผิวเปลือกกล้วยสวย ซึ่งสามารถใช้ซ้ำได้ ประดิษฐ์มีดตัดกล้วยจากเกรียงโป๊สี และมีการบ่มกล้วยก่อนนำออกจำหน่าย

ด้านการแปรรูป แปรรูปผลผลิตหลากหลาย เน้นกระบวนการผลิตตามมาตรฐาน GMP อาทิ กล้วยหอมผงชงดื่มสำเร็จรูป (ผสมคอลลาเจน/วิตามินซี/เวย์โปรตีน) กล้วยหอมฟรีซดราย กล้วยหอมทอดสุญญากาศ และบรรจุภัณฑ์จากใบกล้วยและกาบกล้วย
ด้านมาตรฐานการผลิต ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มาตรฐาน Q และมาตรฐาน SDGsPGS ด้านการตลาด สร้างแบรนด์เป็นของตนเองคือ “ไร่ไพวัลย์ กล้วยหอม” มีตลาดจำหน่ายผลผลิตทั้งแบบตลาดออฟไลน์ อาทิ จำหน่ายหน้าสวน ตลาดนัดในท้องถิ่น ตลาดโมเดิร์นเทรด (ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต) ตลาดออนไลน์ผ่านทางไลน์แมนและตลาดส่งออก (ประเทศจีน)

และยังมีการต่อยอดพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแหล่งเรียนรู้ด้านการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช อ.บ้านหมี่ อีกด้วย ปัจจุบันไร่ไพวัลย์มีพื้นที่ปลูกกล้วยทั้งหมด 17 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 16,000 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งสูงกว่าปริมาณผลผลิตเฉลี่ยมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรรวบรวมไว้เกือบ 2 เท่า
เลือกใช้พันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 70,450 บาท รายได้ไร่ละ 320,000 บาท และกำไรเฉลี่ยไร่ละ 249,550 บาท
สำหรับเกษตรกรที่สนใจต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสอบถามได้ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จ.สุพรรณบุรี โทร. 0-3544-0360 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน