โลกร้อน โลกรวน เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งมือแก้ไข
โดยนายกรกช สงวนปิยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด ผู้ให้บริการ Climate Solution ครบวงจร กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นก้าวสู่ผู้นำด้านคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย
ในปี 2568 จึงเดินหน้าโครงการ “Climate Project” เพื่อจัดหาและพัฒนา รวมถึงบริหารจัดการโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction Project) หลากหลายรูปแบบ

โดยนำร่องโครงการกับภาคเกษตรกรรม ด้วยการพัฒนานวัตกรรมแห่งการเกษตรยุคใหม่ “ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying : AWD) โดยจะส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวให้กับเกษตรกรไทย ในจ.สุพรรณบุรี และปทุมธานี บนที่นากว่า 3,300 ไร่
มุ่งลดปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพื่อขับเคลื่อนสู่การทำเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ และ Net Zero ในที่สุด อีกทั้งสนับสนุนองค์กรต่างๆ บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมลดภาวะโลกร้อน
ล่าสุดบริษัทร่วมกับบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ PT Station เดินหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ภายใต้โครงการ “ข้าวยั่งยืน ลดมีเทน ด้วยนาเปียกสลับแห้ง” กับกลุ่มเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี บนที่นา 500 ไร่

ซึ่งจะมุ่งสร้างเสริมความรู้เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว และถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำที่เหมาะกับพื้นที่เขตชลประทานของ จ.สุพรรณบุรี ให้กับเกษตรกร
ก่อนเริ่มโครงการ จะอบรมให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการทำนาเปียกสลับแห้ง รวมถึงแนะนำการใช้แอปพลิเคชั่นสำหรับติดตามผลเริ่มต้น และเริ่มฤดูเพาะปลูก รวมถึงเก็บข้อมูลและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
และในปีที่ 3 จึงดำเนินการติดตามผลและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต

โดยโครงการ “ข้าวยั่งยืน ลดมีเทน ด้วยนาเปียกสลับแห้ง” กับกลุ่มเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี นับว่าเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) มาตรฐานขั้นสูง ที่ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นหรือทำประชาพิจารณ์ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568 ที่ผ่านมา ณ วัดเนินมหาเชษฐ์ ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี
ด้านนายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พีทีจี เอ็นเนอยี กล่าวว่า บริษัทตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยมีความมุ่งมั่นสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย จากความร่วมมือเวฟ บีซีจี ในครั้งนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญของการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง พร้อมสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรผ่านโครงการคาร์บอนเครดิต ทั้งยังลดการใช้น้ำในกระบวนการปลูกข้าว ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การเข้ามาสนับสนุนโครงการ “ข้าวยั่งยืน ลดมีเทน ด้วยนาเปียกสลับแห้ง” ของ PTG ยังช่วยเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ ESG และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นายกรกชกล่าวต่อว่า บริษัทเดินหน้าส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ให้กับเกษตรกร ที่นากว่า 3,300 ไร่ โดยสนับสนุนเทคโนโลยีการใช้โดรนเพื่อการเกษตรและให้ความรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา เริ่มตั้งแต่เทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อพัฒนาสู่การขอรับรองคาร์บอนเครดิต
การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งควรปล่อยให้นามีดินแห้งเป็นระยะ จะช่วยลดการเกิดกระบวนการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน ทำให้การปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่งลดลง

ซึ่งก๊าซมีเทนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 25-28 เท่า เมื่อเทียบกับการทำนาน้ำขังแบบปกติ อีกทั้งวิธีการปลูกข้าวดังกล่าวยังช่วยเพิ่มผลผลิต เนื่องจากจะกระตุ้นให้รากของต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี หาอาหารในดินลึกขึ้น ทำให้ระบบรากแข็งแรงและยาวทนทานต่อโรค
สำหรับแนวโน้มการซื้อและขายคาร์บอนเครดิตจากภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ได้รับความนิยมในต่างประเทศมากขึ้น และในไทยเริ่มขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น
ซึ่งภาคการเกษตรนับเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน และครึ่งหนึ่งจากภาคการเกษตรมาจากพื้นที่ข้าวในประเทศไทย โดยการทำนาในรูปแบบดังกล่าว มีบทบาทสำคัญช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพในการขยายพื้นที่การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง จากตัวเลขปี 2566 มีพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ที่ 61.9 ล้านไร่ แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 62% ภาคเหนือ 16.4% ภาคกลาง 12.6% และภาคใต้ 9% (อ้างอิงข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ในจำนวนดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทำนาเปียกสลับแห้งถึง 10.6 ล้านไร่
จึงเป็นโอกาสสำคัญการใช้พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเพาะปลูกเพื่อพัฒนาสู่การทำคาร์บอนเครดิต ซึ่งการเปลี่ยนวิธีปลูกข้าวเป็นแบบเปียกสลับแห้ง 1 ไร่ คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.3-0.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เป็นการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างยั่งยืน