การเดินทางท่องโลกครั้งนี้ เราเตรียมตัวมาอย่างดี แบบไม่ยอมให้ค่าใช้จ่ายทำร้ายความฝัน
ขนเสบียงจากเมืองไทยมาเต็มกระเป๋าใบเล็ก เพราะรู้ดีว่า “สวิตเซอร์แลนด์” ติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก

มหาวิหารเบิร์น ถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำ
เราบินตรงจากไทยราว 12 ชั่วโมง แลนดิ้งที่ซูริกตอน 8 โมงเช้า ต่อรถไฟมุ่งหน้าไปกรุงเบิร์น (Bern) ที่อยู่ห่างออกไปเพียงชั่วโมงเดียว เพื่อเริ่มต้น One Day Trip ในเมืองหลวงโบราณแสนคลาสสิคทันที

รูปปั้นโลหะทองแดงของไอน์สไตน์
มาถึงสถานีรถไฟเบิร์น รีบหอบกระเป๋าเดินทางไปฝากไว้ในล็อกเกอร์อัตโนมัติ พอรูดบัตรเครดิตจ่ายเท่านั้นละ แทบจะเป็นลม ยอดพันกว่าบาท หันไปยิ้มให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกระเป๋าอย่างภาคภูมิใจ
กรุงเบิร์นตั้งอยู่บนที่ราบสูงใจกลางประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในแคว้นแคนตันเบิร์น ทางตะวันตกของประเทศ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึง 2 แสนคน เมืองนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1191 ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน ก่อนจะกลายมาเป็นเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน

ทางเข้าคาเฟ่ไอน์สไตน์
จุดเด่นของเมืองคือสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนเก่าโบราณอายุกว่า 800 ปี หลังคาอิฐแดง ที่ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์และสวยงาม จนย่านเมืองเก่าเบิร์นได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO)
เราเริ่มต้นการสำรวจเมืองจากถนน Spitalgasse ถนนสายเก่าแก่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารโบราณซุ้มประตูโค้งที่สร้างจากหินปูนยาวตลอดสองฟากฝั่ง สิ่งแรกที่เตะตา คือ แนวธงชาติสวิตเซอร์แลนด์สีแดงสดและธงรูปหมีที่โบกสะบัดอยู่ตลอดแนวยาวของถนน ราว 6 กิโลเมตร

รูปปั้นหลากสีบนยอดเสากลางบ่อน้ำพุ
ปัจจุบันอาคารโบราณเหล่านี้กลายเป็นย่านช็อปปิ้งสุดคึกคัก มีทั้งร้านเสื้อผ้า เครื่องสำอาง และร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ และบาร์ ล่อตาล่อใจนักเดินเที่ยวให้เข้าไปช็อป และชิมกัน
ถ้าสังเกตถนนนี้ให้ดีจะเห็นว่าตลอดถนนเส้นนี้ยังมี “ประตูไม้เล็กๆ แปลกๆ” ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นถนน มันคือประตูที่เปิดลงไปสู่ร้านและคาเฟ่ลับๆ ใต้ดินของเมืองนี้ ซึ่งในอดีตห้องใต้ดินพวกนี้ เคยใช้เป็นห้องเก็บไวน์และอาหารของชาวเมืองในฤดูหนาว
หนึ่งในประตูใต้ดินที่เราเก็บภาพมาให้ดูคือ ทางเข้าคาเฟ่ไอน์สไตน์ (Einstein Cafe) ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้า บ้านเลขที่ 49 พิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์ (Albert Einstein Museum) ซึ่งในอดีตเคยเป็นบ้านที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์เจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพระดับโลก เคยอาศัยอยู่ในช่วงที่เขากำลังพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพอันโด่งดัง

Prison Tower
เดินต่อไปเรื่อยๆ บนถนนที่ปูด้วยหินโบราณ เจอกับบ่อน้ำพุโบราณจากศตวรรษที่ 14-15 ที่ประดับด้วยรูปปั้นหลากสีอยู่บนยอดเสา มีกระจายอยู่ตลอดแนวถนนรวม 11 บ่อ ดูแล้วทั้งงดงามและขลังในคราวเดียวกัน ในอดีตคือบ่อน้ำธรรมชาติที่ทำไว้ให้ชาวบ้านได้ใช้ดื่มกินในช่วงที่เมืองยังไม่มีระบบน้ำประปา
ไม่ไกลจากคาเฟ่ไอน์สไตน์ เจอกับ Zytglogge หรือหอนาฬิกาเมืองเบิร์น อายุกว่า 800 ปีที่ถูกประดับไว้บนหอคอยนี้สูงถึง 23 เมตร มองเห็นมาแต่ไกล ตัวนาฬิกาดูสวยอลัง เพราะเป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ มีทั้งหน้าปัดทองแดงขนาดใหญ่ และหน้าปัดเล็กอีกเรือนที่อยู่ด้านล่าง

หลังคาอิฐแดง จุดเด่นเมืองมรดกโลก
ไฮไลต์เด็ดที่ไม่ควรพลาดคือ รอดู “โชว์ประจำชั่วโมง” เพราะก่อนครบชั่วโมง 5 นาที นาฬิกาจะมีเสียงไก่ขัน และมีบรรดาตุ๊กตาออกมาเต้นระบำโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ดูกัน เป็นอีกหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ต้องมาถ่ายรูปคู่

หอนาฬิกาเมืองเบิร์น
เดินไปเรื่อยๆ ตามถนน Spitalgasse พบกับ Kafigturm หรือ Prison Tower ที่นี่เคยเป็นคุกจริงๆ มาก่อน เอาไว้ขังพวกอาชญากรในยุคกลาง ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นเวทีอภิปรายและจัดกิจกรรมทางการเมือง เรียกว่าเปลี่ยนจาก “ห้องขัง” เป็น “เวทีทางความคิด” ไปแล้ว

จุดชมวิวสุดโรแมนติกของกรุงเบิร์น
พูดถึงวิวเมืองเบิร์นต้องยอมรับว่าสวยแบบไม่มีข้อแม้ เพราะเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำ Aare ถึง 3 ด้าน ทำให้คนที่นี่ผูกพันกับแม่น้ำมาก จนเกิดวัฒนธรรมการว่ายน้ำไปทำงาน ที่ช่วยประหยัดทั้งเวลา และประหยัดเงิน แม้ว่าเราจะเดินจ้องหาอยู่นาน แต่ไม่เจอพนักงานออฟฟิศคนไหนกำลังลอยคอในแม่น้ำเลย เจอแต่แก๊งวัยรุ่นที่กำลังเล่นเซิร์ฟท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวๆ แบบเอาชีวิตมาแลกความมันส์แทน

วัยรุ่นเล่นเซิร์ฟกลางกระแสน้ำเชี่ยว
ถ้าอยากชมวิวแม่น้ำแบบไม่เปียก ต้องเดินขึ้นไปที่สะพาน Nydeggbrucke สะพานเก่าแก่ที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำ Aare อันสวยงาม เราเดินขึ้นไปหยุดยืนตรงกลางสะพาน มองเห็นวิวตรงหน้าคือ กลุ่มบ้านโบราณหลังคาสีส้มอิฐ ที่ตั้งอยู่เรียงรายโค้งรับกับเส้นทางของแม่น้ำ โดยมีฉากหลังเป็น เทือกเขาแอลป์ ที่ยืนตระหง่านอยู่ไกลๆ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองโบราณแสนสวยยังไงยั้งงั้น

ร้านอาหาร-คาเฟ่ดีไซน์เก๋
เดินไปจนสุดสะพานเจอกับสวนหมีหรือ Barengraben เป็นบ่อเปิดริมน้ำที่มีหมีสีน้ำตาลนอนเล่นแบบเหงาๆ อยู่ หลายคนอาจจะงงทำไมมีสวนหมีกลางเมือง ก็ตามตำนานเล่าว่า ดยุกผู้ก่อตั้งเมืองนี้ได้ออกไปล่าสัตว์ แล้วเจอหมีเป็นสัตว์ตัวแรก เลยตั้งชื่อเมืองนี้ตามมันซะเลย คือ “Bar” แปลว่า “หมี” ในภาษาเยอรมัน

หมีนอนเล่นแบบชิลชิล
เดินขึ้นเนินเขาใกล้ๆ จากสวนหมีแค่ 10 นาที แบบพอมีเหงื่อบางๆ เราก็มาถึง Rose Garden หรือสวนกุหลาบ จุดชมวิวสุดโรแมนติกของกรุงเบิร์น เดิมที่นี่เคยเป็นสุสาน แต่ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะสุดชิล ที่คุณพ่อคุณแม่มักพาลูกๆ หลานๆ มาวิ่งเล่น ปูผ้านั่งปิกนิกกันชิลชิล และยังเป็นจุดชมวิวพาโนรามาที่รวมความงามทุกมุมของกรุงเบิร์นเอาไว้ในเฟรมเดียว
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่ารักคือ รูปปั้นโลหะทองแดงของไอน์สไตน์ ที่นั่งนิ่งๆ อยู่บนเก้าอี้ รอให้นักท่องเที่ยวไปนั่งข้างๆ เพื่อถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกซึ่งเราก็ไม่พลาดช็อตนี้

สะพาน Nydeggbrucke ข้ามแม่น้ำ Aare
เราเดินลัดเลาะริมแม่น้ำ ไปยังสะพาน Kirchenfeldbrucke เพื่อชมวิวอีกมุมหนึ่งของเมือง เมื่อทอดสายตามองออกไป เห็นวิวหอคอยที่สูงถึง 101 เมตรของมหาวิหารเบิร์น (Berner Munster) โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์สไตล์โกธิกตั้งตระหง่านเหนือเมืองเก่าของกรุงเบิร์นที่ถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำ ช่างเป็นภาพที่สวยงามเกินบรรยาย

ธงชาติและธงรูปหมีโบกสะบัดตลอดถนน 6 ก.ม.
แต่สะพานนี้แอบมีเรื่องชวนหลอน เพราะเคยมีการกระโดดฆ่าตัวตายหมู่มาแล้ว จนต้องติดป้ายเตือนพร้อมเบอร์ติดต่อเพื่อให้คำปรึกษาจากองค์กรที่ปรึกษาทางโทรศัพท์ Die Dargebotene Hand ไว้ที่หัวสะพาน
ข้ามสะพาน Kirchenfeldbrucke มาไม่กี่ก้าว เจอกับอาคารรัฐสภาแห่งกรุงเบิร์น (Bundeshaus) หลังคาโดมสีเขียวสไตล์เรอเนซองส์สุดคลาสสิกที่ยืนเด่นสง่ากลางเมือง ด้านหลังอาคารมีระเบียงยาวให้เดินเล่นชมวิวแบบชิลชิล

จัตุรัส Bundesplatz
ส่วนด้านหน้าเป็นจัตุรัส Bundesplatz ลานกว้างขนาดใหญ่แห่งนี้โดดเด่นด้วยน้ำพุขนาดใหญ่ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ในช่วงฤดูร้อนชาวเมืองมักจะออกมาเล่นน้ำคลายร้อนกัน ส่วนในฤดูหนาว ลานแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นลานสเกตน้ำแข็ง ให้ผู้คนได้ออกกำลังกายและเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้ง ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของเมือง

อาคารรัฐสภาแห่งกรุงเบิร์น
รอบๆ ลานแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ดีไซน์เก๋ๆ ที่เชื้อเชิญให้เราแวะพักผ่อน เติมพลังหลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวัน
เรียกว่าเป็นจุดเช็กเอาต์สุดท้าย ก่อนโบกมืออำลากรุงเบิร์นอันงดงาม ได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบจริงๆ
มยุรี นวมมี