ตลาดความงาม ยังมีอนาคต เอกชนไต้หวัน จับมือ เค.เอ็น.เอ. อินเตอร์ฟาร์มา ตั้งโรงงาน ดันไทยฮับครบวงจร
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่บรรดากูรูมองว่าอยู่ในช่วงเปราะบาง เห็นได้จากความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน หากแต่ธุรกิจด้านความงาม ยังเป็นหนึ่งประเภทธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติมองว่ามีโอกาสเติบโต
ล่าสุด บริษัท เค.เอ็น.เอ. อินเตอร์ฟาร์มา จำกัด บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงระดับพรีเมียมจากทั่วโลก และ บริษัท ไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ และเวชศาสตร์ความงามระดับโลกที่เป็นอันดับ 1 จากไต้หวัน

พร้อมทีมแพทย์ผู้บริหารคลินิกความงามชั้นนำ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ด้านเวชศาสตร์ความงาม ที่จังหวัดปทุมธานี ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,500 ล้านบาท
ส่งผลให้ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ ในปี 2570 ประเทศไทยจะมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ด้านเวชศาสตร์ความงามเป็นครั้งแรก และแห่งแรกของไทย
“ตลาดความงามของประเทศไทยที่มีมูลค่า 76,500 ล้านบาท มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกปี ปีล่าสุดเติบโต 2.8% แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะตก แต่ยังมีศักยภาพเติบโตสูง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ธุรกิจความงามในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง 5 ปี และเป็นหนึ่งใน 10 ธุรกิจดาวเด่นประจำปี 2568” นายแพทย์รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง และผู้ก่อตั้งรัสมิ์ภูมิ คลินิก (Rassapoom Clinic) อีกหนึ่งหัวเรือใหญ่ ในส่วนพันธมิตรผู้ร่วมลงทุนไทย กล่าว
นายแพทย์รัสมิ์ภูมิ กล่าวด้วยว่า ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร แต่ยังมั่นใจผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการดูแลความงาม อย่างทางคลินิกยังมีลูกค้ามาใช้บริการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60-70 ปี แต่ฐานลูกค้าหลักของคลินิกจะเป็นเจ้าของธุรกิจอายุ 30 ปีขึ้นไป
ดังนั้น ความร่วมมือกันครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญระดับประเทศ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกมาสู่ประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษาในคลินิกความงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในไทยภายใต้เทคโนโลยีระดับโลกจะได้รับการยอมรับมากขึ้น
นอกจากนี้ การขยายฐานการผลิตมาประเทศไทย ก็จะทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการด้วยต้นทุนที่ถูกลง อย่างน้อย 30% และไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจึงเป็นการสร้างรายได้ให้ประเทศ และสร้างงานให้กับตลาดแรงงานไทยด้วย
นอกจากตนที่จะมาร่วมให้คำปรึกษาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เวชศาสตร์ความงามแล้ว ยังมีพันธมิตรทางการแพทย์ที่ได้มาร่วมผนึกความร่วมมือกับ นายแพทย์ปิยวัฒน์ หิรัญนาท ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Kay Hay Clinic แพทย์หญิงนาตยา รักพ่วง แพทย์เฉพาะทางด้านนรีเวชวิทยาและผู้ก่อตั้ง Dr.Aomthong Clinic และ นายแพทย์กิตติธัช สินพิพัฒน์พร ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง La Ferly Clinic
เพื่อร่วมกันในโครงการพัฒนาฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ และยกระดับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไทย และจะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้โครงการ ร่วมกันต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไทย และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับที่ครบวงจร ตั้งแต่วิจัย พัฒนา ผลิตเครื่องมือแพทย์ และนำไปใช้ทำหัตถการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
ด้าน นายแพทย์อารอน เชีย-เซียน เซีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวถึงการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยว่า “บริษัทศึกษาตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในฐานะ เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ของภูมิภาค ทั้งในด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดความงาม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และการส่งเสริมลงทุนที่เอื้ออำนวย และที่สำคัญที่สุด คือความร่วมมือ และความสัมพันธ์อันยาวนาน รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของ เค.เอ็น.เอ. ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 3 ปี
“ตลอดระยะเวลาที่เราได้ร่วมมือกันมากับ เค.เอ็น.เอ. บริษัทเห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด และเครือข่ายพันธมิตรแพทย์ด้านความงามที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายตลาดในประเทศไทย
และการผลักดันให้โรงงานในประเทศไทยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงออกสู่ภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง โดยการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชีย แต่สามารถครอบคลุมการให้บริการผลิตภัณฑ์ได้ทั่วโลก” นายแพทย์อารอนกล่าว
นายแพทย์อารอน กล่าวอีกว่า โรงงานที่จะสร้างในประเทศไทยจะดูแลตลาดในเอเชียทั้งหมด รวมถึงตะวันออกกลาง โดยจะผลิตผลิตภัณฑ์สิทธิบัตรการผลิต 4 รายการก่อน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ในกลุ่มความงาม (Aesthetic) แต่จะเริ่มผลิต 2 รายการก่อน ได้แก่ ไหมยกกระชับ และไบโอสติมูเลเตอร์ (Biostimulators) ที่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว หลังจากก่อสร้างในปี 2569 และคาดว่าจะสามารถเริ่มขบวนการผลิตได้ในปี 2570
ส่วนศูนย์การผลิตในไต้หวันที่มี 3 แห่ง จะดูแลการผลิตและจำหน่ายในไต้หวัน พร้อมส่งออกในโซนยุโรปและขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการ ที่จะออกมาในปีหน้าและปีถัดไป ซึ่งจะนำมาผลิตในไทยด้วย

ด้าน นายนาดิ้รชา ปาทาน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค.เอ็น.เอ. อินเตอร์ฟาร์มา จำกัด กล่าวว่า หลังจากบริษัทก่อตั้งมากว่า 3 ปี ได้นำเข้าผลิตภัณฑ์มาจัดจำหน่าย เห็นว่ามูลค่านำเข้าเป็นแสนล้านบาท แต่ยังไม่สามารถผลิตเองได้ในไทย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมความงามไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัทมองเห็นศักยภาพของไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยีฯ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ และเวชศาสตร์ความงามระดับโลกจากไต้หวัน เป็นอันดับ 1 ทำให้เห็นโอกาสที่ไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกได้แล้ว ร่วมกันผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเครื่องมือแพทย์ด้านเวชศาสตร์ความงาม หรือ เมดิคัลฮับในระดับสากลได้
“ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความงามแบบครบวงจร และตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมความงามไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยทาง เค.เอ็น.เอ. มองเห็นศักยภาพของไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี ในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีชีวการแพทย์ที่ทันสมัย และเล็งเห็นถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการนำเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานในระดับสากลมาสู่ประเทศไทย
ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนร่วมกัน แต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนายกระดับมาตรฐานวงการเครื่องมือแพทย์ด้านความงามในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาต้องพึ่งพาการนำเข้า รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกในฐานะผู้ผลิต” นายนาดิ้รชา กล่าว