เมืองโอซาก้า (Osaka) เมืองเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญ นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเพื่อมาเยือน
ปีนี้โอซาก้าคึกคักกว่าหลายๆ ปี เพราะเป็นเมืองที่จัดงาน ‘โอซาก้า เอ็กซ์โป 2025’
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์กของโอซาก้ามีจำนวนไม่น้อย เมืองโอซาก้าจึงยังน่าสนใจอีกมากมาย
สำหรับคนที่กำลังเตรียมวางแผนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ปกติโอซาก้าช่วงเดือนก.ย.ถือว่าเป็นฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวเพราะอากาศเย็นสบายกำลังดี มีฝนเล็กน้อย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15-19 องศา

วัดน้ำใส
การเดินทางครั้งนี้โชคดีพักแถวนัมบะ พาร์ก เส้นเลือดใหญ่ของแหล่งช็อปในเมืองโอซาก้า เพราะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีการออกแบบที่โดดเด่น ผสมผสานระหว่างสวนหย่อมกลางแจ้งและพื้นที่ช็อปปิ้งได้อย่างลงตัว
ที่นี่มีทางเดินลอยฟ้า (Sky Garden) ที่สามารถชมวิวเมืองโอซาก้าได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงเย็นเมื่อแสงไฟสว่างไสว รอบๆ ยังมีร้านค้าและร้านอาหารที่ให้บริการมากมาย ทำให้เป็นที่พักผ่อนยอดนิยมสำหรับทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว
เมื่อเสร็จงาน ก็ใกล้เวลาบ่ายๆ ค่อนเย็น เราเลือกกินมื้อเย็น เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) เพราะเราต้องไปให้ถึงป้ายไฟกูลิโกะอันเลื่องชื่อ เป็นป้ายไฟที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าหากไม่มาเช็กอินถ่ายรูปคู่กับป้ายไฟกูลิโกะ ก็เปรียบยังไม่ถึงโอซาก้า

ป้ายไฟกูลิโกะอันเลื่องชื่อ
สำคัญไม่แพ้กันคือ ที่ย่านโดทงโบริยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่คึกคัก มีย่านร้านอาหารแบบจัดเต็มทั้งซูชิ ปูยักษ์ เกี๊ยวซ่า และเมนูขึ้นชื่ออีกสารพัดให้ได้ลิ้มลอง โดยเฉพาะในช่วงค่ำคืนจะได้เห็นความสวยงามของแสงไฟสว่างไสว ที่ทำให้เมืองโอซาก้าแห่งนี้เต็มไปด้วยสีสัน
ตื่นสายๆ อีกวัน พิกัดเพื่อเป็นสิริมงคล (ใกล้ที่พักด้วย) แม้จะเคยไปมาแล้วคือ ศาลเจ้านัมบะ ยาซากะ (Namba Yasaka Shrine) อยู่ในย่านนัมบะของโอซาก้า มีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดคือ หัวสิงโตขนาดยักษ์ สูง 17 เมตร กว้าง 11 เมตร ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว

หัวสิงโตดึงดูดโชคลาภ
หัวสิงโตยักษ์นี้เรียกว่า โคมะอินุ (Koma-Inu) ซึ่งเป็นสัตว์ทูตในตำนานของญี่ปุ่น มีความเชื่อว่าโคมะอินุจะคอยปกป้องศาลเจ้าและดูดกลืนความโชคร้ายและสิ่งชั่วร้ายออกไป เพื่อดึงดูดโชคลาภให้กับผู้ที่มาเยือนศาลเจ้าแห่งนี้
บ่ายๆ วันเดียวกัน นั่งรถตู้มุ่งสู่เกียวโต พิกัดศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Taisha) ตั้งอยู่ในเขตฟุชิมิ (Fushimi) ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า “โออินาริซัง” ที่มีเอกลักษณ์เป็นเสาโทริอิสีแดง (ส้มๆ) ตั้งเรียงรายติดๆ กัน

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ
ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดของเทพอินาริ และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผู้คนทั่วทุกสารทิศมาไหว้ขอพร เพื่อความมั่งคั่ง ร่ำรวย เพราะเชื่อกันว่าเทพอินาริเป็นเทพแห่งความร่ำรวย

เก็บภาพกับรูปปั้นสุนัขจิ้งจอก
ระหว่างทางเดินเพื่อไหว้เทพอินาริ จะเห็นรูปปั้นสุนัขจิ้งจอก หรือคิตสึเนะ (Kitsune) ซึ่งเป็นบริวารเทพอินาริ เดินไปไม่ทันเหนื่อยก็จะเห็นเด็กๆ ถ่ายรูปกับสุนัขจิ้งจอก แต่เอ๊ะๆ เด็กๆ เอามือจีบๆ ขยุ้มกัน อ้าวเฮ้ย! มันเหมือนสุนัขจิ้งจอกเลย แก๊งเราเลยก๊อบปี้ อ้าวน่ารักเฉย

เสาโทริอิ
ตั้งใจจะขึ้นเขาไปให้ถึงด้านบนสุด เดินตามเสาโทริอิไปเรื่อยๆ เพื่อไปสักการะเทพเจ้า ไกด์ผู้นำทางบอกศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ มีความสูง 233 เมตร ถ้าเดินแบบเรื่อยๆ ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงเอง (เสียงสูง) แก๊งเราเดินไปสักครึ่งทางก็วกกลับ
เพื่อจะเผื่อเวลาไปวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ วัดน้ำใส วัดแห่งนี้มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.798 ปัจจุบันได้รับขึ้นการทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว การไหว้ขอพรที่วัดน้ำใส เชื่อกันว่าจะปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกไป

วัดน้ำใส

ทั้งวัดน้ำใส และศาลเจ้าฟุชิ มิอินาริ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวร่มรื่น สบายๆ แม้จะเดินเยอะหน่อย ดังนั้น 1 วันไป 2 ที่ก็หมดเวลาแล้ว


ถนนคนเดินวัดน้ำใส
วันถัดมา ยังอยู่ที่เมืองเกียวโต แต่วันนี้ออกมาชานเมืองหน่อย ในเขตอาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Forest) ป่าไผ่ที่ใหญ่ที่สุด ระยะทางในการเดินทะลุประมาณ 500 เมตร ใครชื่นชอบท่องเที่ยวธรรมชาติ ต้องมาเพราะอากาศสดชื่น ตลอดทางเดินเขียวชอุ่มด้วยแนวต้นไผ่สูงชะลูด เดินไม่นานก็ทะลุไปอีกทาง

ป่าไผ่ที่ใหญ่ที่สุด

แนวต้นไผ่สูงชะลูด
มาถึงวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ โปรแกรมที่วางไว้คือ ตื่นสายๆ แล้วไปชิมมัทฉะ ที่เมืองอูจิ เมืองสวรรค์สำหรับคนรักชาเขียวที่โด่งดังไปทั่วโลก มัทฉะเลิฟเวอร์อย่างเราจะพลาดได้ยังไง
เมืองอูจิจึงเป็นสถานที่ห้ามพลาด แม้ไม่ใช่สายมัทฉะ ถึงเมืองอูจิ ต้นถนนที่รถจอดให้ลง ต้องเจอรูปปั้นมุราซากิ ชิกิบุ เป็นกวีสาวชาวญี่ปุ่นผู้เขียนเรื่องตำนานเก็นจิ วรรณกรรมเก่าแก่สมัยเฮอันที่โด่งดัง นิยายเรื่องนี้ได้รับการยกย่องเป็นนิยายเรื่องแรกของโลกและแต่งโดยผู้หญิง

รูปปั้นมุราซากิ ชิกิบุ
ไกด์หัวหน้าคณะบอกว่า มุราซากิ ชิกิบุ ได้เขียนนิยายเก็นจิ ใน 10 บทสุดท้ายของนิยายจะมีฉากหลังเป็นเมืองอูจิ และกล่าวถึงสะพานอุจิด้วย ดังนั้น รูปปั้นมุราซากิ ชิกิบุ จึงถูกสร้างขึ้นใกล้กับสะพานอูจิเพื่อเป็นอนุสรณ์
เดินต่อไปถึงซอยที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ตื่นตาตื่นใจมากเพราะตลอด 2 ข้างทางรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ ทุกอย่างจะมีส่วนประกอบของชาเขียว แบบเห็นแล้วให้รู้กันไปเลยว่าที่นี่เมืองแห่งชาเขียว
ไม่ว่าจะขนม อย่าง ดังโงะ ก็จะมีดังโงะ มัทฉะ โฮจิฉะ, ร้านราเมน จะมีราเมนชาเขียว เส้นเป็นสีเขียวเพราะมีส่วนผสมจากมัทฉะ ทาโกะยากิและเกี๊ยวซ่าชาเขียว รวมถึงเครื่องดื่มมากมาย เช่น มัทฉะลาเต้ หรือมัทฉะโซดา

ร้าน Nakamura tokichi
ร้านเป้าหมายที่ครั้งนี้ต้องไปให้ถึงคือร้าน Nakamura tokichi เป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี 1870 ขึ้นชื่อเรื่องการชงชา ถือเป็นร้านดัง วิวติดแม่น้ำ เป็นเหมือนคาเฟ่ 2 ชั้น ที่ข้างหน้าร้านติดแม่น้ำ สามารถสั่งของได้ที่เคาน์เตอร์ รอบนี้สั่งเมนูชาเขียว เพราะที่นี่เค้าดังชา
นอกจากจะกินมัทฉะแล้ว ด้วยเราไปถึงบ่ายๆ ค่อนไปช่วงเย็นๆ คนเยอะ อากาศร้อน จึงสั่งบิงซู น้ำแข็งใสมัทฉะ ใส่ดังโงะ และถั่วแดงสไตล์ญี่ปุ่น มันเด็ดมาก อร่อยจนอยากกินอีก แต่ร้านปิด 5 โมงเย็น เลยต้องรีบซื้อชา ทั้งมัทฉะ และโฮจิฉะ ชนิดกระเป๋าเบาหวิวกันเลย เพราะราคาแพงใช่ย่อย
ออกจากร้าน Nakamura tokichi รีบเดินจ้ำอ้าวไปท้ายซอย เพราะเป็นที่ตั้งวัดเบียวโดอิน (Byodoin) ซึ่งจะเห็นในเหรียญ 10 เยนของญี่ปุ่น เมื่อเดินถึงได้แต่ชะเง้อ เพราะไปไม่ทันเวลา วัดปิดซะแล้ว
โอซาก้าสู่เกียวโต…จุดหมายคนรักการเดินทาง ทั้งเดินช็อปปิ้ง ไหว้ศาลเจ้าขอพรเทพเจ้าอย่างสุขใจ
พัทธ์ธีรา วงษ์อัศวกรณ์