ท่ามกลางผืนป่าในจังหวัดอุบลราชธานี มีโบราณศิลป์ที่หาชมได้ยากที่สุดของไทย “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “นารายณ์บรรทมใต้น้ำ”
ภาพแกะสลักนูนต่ำโบราณอายุกว่าพันปีที่ถูกสลักลงบนโขดหินทรายธรรมชาติริมสายน้ำอย่างน่าอัศจรรย์ เสมือนงานศิลป์ที่ธรรมชาติช่วยปกปักรักษาไว้ตลอดกาล

หลังจาก พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ร่วมสำรวจและเปิดเส้นทางลาดตระเวนศึกษาธรรมชาติจากฐานพระใหญ่ กรมทหารพรานที่ 23 บริเวณสำนักสงฆ์ภูวังน้ำจั้น อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้เส้นทางดั้งเดิมที่ชาวบ้านแข้ด่อนเคยใช้เดินทางขึ้นไปสักการะ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” โบราณสถานสำคัญที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ภาพแกะสลักใต้น้ำแห่งเดียวของประเทศไทย”

การเปิดเส้นทางในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคู่กับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และธรรมชาติอย่างยั่งยืน
โบราณสถานล้ำค่าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ “วังมน” ลำโดมใหญ่ ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย

ภาพสลักมีขนาดยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร มีศิลาองค์พระนารายณ์ หรือพระวิษณุบรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราช โดยยังมองเห็นเศียรนาคได้อย่างชัดเจนถึง 3 เศียร บริเวณพระนาภีมีก้านดอกบัวผุดขึ้นมา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกำเนิดโลกตามคติศาสนาฮินดู

ขณะที่บริเวณปลายพระบาทปรากฏรูปสตรี ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็น “พระลักษมี” เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าภาพแกะสลักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคอารยธรรมขอม ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15-17 หรือมีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนอิทธิพลทางศิลปกรรมและความเชื่อของอาณาจักรขอมที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนอีสานใต้

สิ่งที่ทำให้ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” แตกต่างจากโบราณสถานทั่วไป คือการผสมผสานระหว่างศิลปกรรม และธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เพราะภาพสลักนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ภายในปราสาทหินหรือเทวสถานขนาดใหญ่ แต่ซ่อนตัวอยู่บนโขดหินกลางลำน้ำท่ามกลางป่าลึก ราวกับเป็นสมบัติลับแห่งอารยธรรมโบราณ

เรื่องราว “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ยังปรากฏอยู่ในมหากาพย์มหาภารตะซึ่งกล่าวถึงช่วงสิ้นกัลป์ว่า ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายและจมลงใต้มหาสมุทร ก่อนที่พระนารายณ์ผู้บรรทมเหนือพญานาคจะตื่นขึ้นเพื่อสร้างโลกและสรรพสิ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อด้านจักรวาลวิทยาและศรัทธาทางศาสนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ นักเดินป่า และผู้รักธรรมชาติมากขึ้น หลายฝ่ายคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางศึกษาธรรมชาติในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ให้ข้อมูลว่า คาดว่าคนโบราณใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือบวงสรวงบูชา หรืออาจเป็นศาสนสถานอีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีคติความเชื่อว่าสายน้ำที่ไหลผ่านวรกายพระองค์จะเป็นสายน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลหล่อเลี้ยงไปยังชุมชนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

ปัจจุบันโบราณสถานแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักศิลปากรที่ 9 ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ในพื้นที่เทือกเขาพนมดงรัก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าต้องปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มข้นผ่านการเดินเท้าลุยป่าและล่องแพไม้ไผ่ตามลำน้ำเพื่อลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol) อย่างต่อเนื่อง

แม้จะต้องเผชิญกับสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและความเสี่ยงภัย เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ การตัดไม้ และการบุกรุกทำลายป่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการคงความอุดมสมบูรณ์และรักษาความปลอดภัยให้แก่ภาพสลักโบราณ รวมถึงระบบนิเวศโดยรอบเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน
ภาพสลักนูนต่ำพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ถูกค้นพบเมื่อปีพุทธศักราช 2521 ได้มีชาวบ้านบ้านแข้ด่อน หมู่ที่ 1 ตำบลโดมประดิษฐ์ ออกหาปลาและอาหารป่า ขณะที่กำลังหาปลาอยู่ชาวบ้านพบภาพสลักอยู่บนแผ่นหินที่อยู่ใต้น้ำด้านขวาของลำโดมใหญ่ บริเวณวังมน

จากข่าวสารและความเชื่อที่ได้พบภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ทำให้ทราบถึงสำนักพระราชวัง จนในปี พ.ศ.2534 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทรงพระดำเนินโดยทางเท้า ระยะทาง 14 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง สร้างความปลาบปลื้มให้กับราษฎรในตำบลโดมประดิษฐ์เป็นที่สุด

ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ถือเป็นภาพสลักเดียวในประเทศไทยที่ปรากฏบนลำน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะจมอยู่ใต้น้ำในเวลาน้ำหลาก และช่วงหน้าแล้งในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เมื่อน้ำลดจึงจะสามารถมองเห็นภาพแกะสลักได้

ดังนั้น ในทุกปีช่วงต้นเดือนมีนาคมจะมีการจัดพิธีบวงสรวงใหญ่ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ซึ่งถือเป็นประเพณีสำคัญที่ดึงดูดผู้มีจิตศรัทธาและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศให้เดินทางมาเยือนเป็นประจำทุกปี
การเดินทางไปยังภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ต้องเดินทางด้วยเท้า โดยระยะทางจากยอดลำโดมถึงภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ประมาณ 14 กิโลเมตร