สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ครองใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ด้วยเสน่ห์ที่ผสานความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขาสูงตระหง่าน แม่น้ำสายงาม เมืองเก่าเปี่ยมมนต์ขลัง หรือปราสาทและพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

วิวเมืองไฮเดลเบิร์ก
หลังเสร็จสิ้นภารกิจร่วมคณะกระทรวงพาณิชย์ไปขยายตลาดส่งออกเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ได้มีโอกาสออกไปสัมผัสบรรยากาศของเมืองไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) เมืองเก่าสุดคลาสสิคอายุกว่า 800 ปี ในรัฐบาเดิน-เวิร์ตเทิมแบร์ก ริมฝั่งแม่น้ำเน็กคาร์ (Neckar) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี ซึ่งอยู่ห่างจากนครแฟรงก์เฟิร์ตเพียงราว 90 กิโลเมตร เมืองแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่งดงามและโรแมนติกที่สุดของประเทศ

อาคารเก่าแก่เลขที่ 143 บนถนนแบร์กไฮม์
นอกจากเสน่ห์ของเมืองเก่าที่ดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วโลกแล้ว ไฮเดลเบิร์กยังมีความหมายพิเศษสำหรับชาวไทย ในฐานะสถานที่ประสูติของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี

บ้านอัศวิน
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2468 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เสด็จมารักษาพระอาการประชวรด้วยโรคไตเรื้อรังที่เมืองแห่งนี้ พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งขณะนั้นทรงพระครรภ์

อาคารฟรีดริชเบา
และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2468 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลได้เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก อันเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เชื่อมโยงเมืองเล็กๆ แห่งนี้เข้ากับหน้าประวัติศาสตร์ไทย
ส่วนสถานที่ประทับในขณะนั้น ยังไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน

แม็กเน็ต
อย่างไรก็ตาม คุณปวีณา บัวครื้น ไกด์กิตติมศักดิ์ผู้พำนักอยู่ในเมืองไฮเดลเบิร์กมานานหลายสิบปี ได้พาคณะของเราไปชมอาคารเก่าแก่เลขที่ 143 บนถนนแบร์กไฮม์ (Bergheimer Strasse) ซึ่งมีการเล่าขานสืบต่อกันมาว่าอาจเป็นสถานที่ประทับของรัชกาลที่ 8 แม้ข้อมูลดังกล่าวจะยังไม่ได้รับการรับรองจากหลักฐานทางการก็ตาม

รูปปั้นลิงถือกระจกเงา
ปัจจุบันอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านสำคัญของเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ และหน่วยงานราชการของไฮเดลเบิร์ก

ตู้ยาโบราณ
หลังย้อนรอยความทรงจำหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เราออกเดินทางสำรวจเสน่ห์ของไฮเดลเบิร์กต่อที่ปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Castle) ปราสาทโบราณอายุกว่า 700 ปี ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาคอนิกส์ชตูล (Konigstuhl) โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมหินทรายสีแดงอันงดงาม

ย่านเมืองเก่า
โดยเฉพาะอาคารฟรีดริชเบา (Friedrichsbau) ผลงานสถาปัตยกรรมสไตล์เรเนซองส์ที่ตกแต่งผนังด้วยกระจก มีรูปปั้นพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 4 ประดับรูปสลักกษัตริย์ตระกูลวิตเทลส์บาค 16 องค์ คั่นระหว่างช่องหน้าต่างตั้งตระหง่านสวยงามอยู่ตรงหน้า
แม้ตัวปราสาทจะได้รับความเสียหายจากสงครามหลายครั้งจากยุคสงคราม 30 ปี (ค.ศ.1618-1648) และช่วงสงครามชิงบัลลังก์กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสในปี 1689 และ 1693 แต่ความงดงามยังคงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะบริเวณระเบียงฝั่งตะวันตกของปราสาทที่เปิดมุมมองให้เราได้ชมวิวตัวเมืองไฮเดลเบิร์ก เบื้องล่างได้อย่างเต็มตา วิวบ้านเรือนโบราณหลังคาสีส้มแดงแบบบาร็อกจากศตวรรษที่ 18 ที่ตั้งเรียงรายท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าช่างงดงามราวภาพวาด

ถนนคนเดินเฮาพต์ชตราสเซอ
เดินเข้าไปอีกปีกหนึ่งของปราสาท จะพบอาคารเก็บไวน์ที่เป็นที่ตั้งของ “ถังไวน์ยักษ์แห่งไฮเดลเบิร์ก” ถังไม้โอ๊กขนาดมหึมาอายุกว่า 300 ปี กว้างถึง 8.5 เมตร สูง 7 เมตร และสามารถบรรจุไวน์ได้มากกว่า 220,000 ลิตร

ถังไวน์ยักษ์
ในอดีตใช้เป็นสถานที่รวบรวมไวน์ซึ่งบรรดาเจ้าของไร่องุ่นและแคว้นต่างๆ ส่งมาถวายเป็นเครื่องบรรณาการแก่เจ้าผู้ครองแคว้น ข้างๆ กันมีรูปปั้น “แปร์เคโอ” (Perkeo) บุคคลในตำนานผู้ทำหน้าที่ดูแลถังไวน์หลวง ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะมาถ่ายภาพและเรียนรู้เรื่องราวในอดีต

คาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นคลาสสิค
บริเวณภายในปราสาทยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ยาเยอรมัน (Deutsches Apotheken Museum) ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ด้านเภสัชกรรมและการปรุงยาของเยอรมนีตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน
ภายในจัดแสดงตู้ยาโบราณที่สวยแบบวิจิตรบรรจง อุปกรณ์ปรุงยา ขวดยาโบราณ ตำรับสมุนไพร และเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไฮเดลเบิร์กในฐานะเมืองแห่งการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศได้เป็นอย่างดี

จัตุรัสมาร์กต์พลัตซ์
หลังอิ่มเอมกับความงดงามของปราสาท เราเดินลัดเลาะลงสู่ย่านเมืองเก่า (Altstadt) ผ่านถนนคนเดินเฮาพต์ชตราสเซอ (Hauptstrasse) ที่ทอดยาวเกือบ 2 กิโลเมตร สองข้างทางเรียงรายด้วยร้านบูติก ร้านอาหาร และคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นคลาสสิค ชวนให้แวะพัก
คณะของเราจึงถือโอกาสแวะรับประทานอาหารและเลือกซื้อของฝากกลับเมืองไทย แม้จะเดินทางมาไกลถึงยุโรป แต่สุดท้ายกลับเลือกฝากท้องกับร้านอาหารเกาหลีชื่อดังในย่านนี้

โบสถ์ไฮลิกไกสต์เคียร์เชอ
จากนั้นถึงเวลาของการเลือกซื้อของที่ระลึก โดยเฉพาะ “แม็กเน็ต” ประจำเมืองซึ่งถือเป็นของสะสมชิ้นโปรด เดินเลือกอยู่พักใหญ่แต่ตัดใจไม่ลงเลยจัดมา 3 ชิ้น รู้ตัวอีกทีจ่ายไปเกือบ 1,000 บาท แต่เป็นตัวแทนความทรงจำเมืองไฮเดลเบิร์กที่คุ้มค่า
จากนั้นไปเดินเล่นแถวจัตุรัสมาร์กต์พลัตซ์ (Marktplatz) ศูนย์กลางของเมืองเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์ไฮลิกไกสต์เคียร์เชอ (Heiliggeistkirche) โบสถ์สไตล์โกธิกอันโดดเด่น เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง

หอคอยทรงกรวยแบบบาร็อก
ตรงข้ามกันคือ “บ้านของอัศวิน” (Haus zum Ritter St. Georg) อาคารหินทรายสีแดงอันงดงามด้วยลวดลายแกะสลักอันวิจิตร อดีตในช่วงปี ค.ศ.1693-1703 เคยเป็นศาลาว่าการเมือง ก่อนจะได้รับการปรับปรุงเป็นโรงแรมและร้านอาหารหรูในปัจจุบัน
อีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ไม่ควรพลาดคือการเดินเล่นริมแม่น้ำเน็กคาร์ และขึ้นไปชมทัศนียภาพบนสะพานคาร์ลธีโอดอร์ (Karl Theodor Bridge) หรือ “สะพานเก่า” สะพานหินทรายหกซุ้มโค้งโบราณสุดคลาสสิคที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำเน็กคาร์ เชื่อมต่อเมืองเก่ากับอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ

สะพานคาร์ลธีโอดอร์
โดยมีประตูเมืองเก่าและหอคอยทรงกรวยแบบบาร็อกตั้งโดดเด่นอยู่ปลายสะพาน เมื่อหันกลับมามองจะเห็นปราสาทไฮเดลเบิร์กสีชมพูอมแดงตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาอย่างงดงามจับใจ
อย่าลืมแวะลูบหัวรูปปั้นลิงถือกระจกเงา บริเวณเชิงสะพาน ซึ่งมีความเชื่อว่าจะโชคดีและอาจนำพาให้นักท่องเที่ยวได้กลับมาเยือนเมืองเล็กๆ สุดโรแมนติกริมแม่น้ำแห่งนี้อีกครั้ง
มยุรี นวมมี