หมู่บ้านท่าอีปะ ตั้งอยู่หมู่ที่ 13 ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เดิมเป็นหมู่บ้านเดียวกันกับหมู่บ้านหนองสีนวล เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2556 ได้มีการแยกหมู่บ้านออกจากหมู่ 5 บ้านหนองสีนวล โดยมี ผู้ใหญ่ดำ อินทร์วิเชียร เป็นผู้ใหญ่คนแรก
ผู้สูงอายุในหมู่บ้านเล่ากันว่า เดิมบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้เป็นคนมอญกลุ่มหนึ่ง มาทำการค้าขายโดยล่องเรือมาตามลำน้ำภาชี โดยมียายปะเป็นผู้นำ ซึ่งยายปะเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของชาวบ้านแถบนี้มาก เมื่อยายปะเสียชีวิต คนในหมู่บ้านจึงร่วมกันตั้งชื่อหมู่บ้านนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงยายปะว่า “หมู่บ้านท่าอีปะ”

คนในชุมชนเป็นคนเชื้อสายลาว มาจากริมฝั่งแม่น้ำโขง และคนไทยเชื้อสายมอญ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่และทำนา
หมู่บ้านท่าอีปะ เป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีสายลำธารไหลผ่านจากแม่น้ำภาชี ทำให้เกิดเป็นแก่งขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “แก่งท่าอีปะ”
“แก่งท่าอีปะ” ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของเมืองโอ่ง

มีเนื้อที่ 33 ไร่ 72 ตร.ว. เป็นพื้นที่ของรัฐมอบให้หมู่บ้านได้ใช้ทำประโยชน์ร่วมกัน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ชาวบ้านในหมู่บ้านได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทุกคนจึงร่วมกันพัฒนาพื้นที่รกร้างตรงนี้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชนให้ดีขึ้น
เดิมแก่งท่าอีปะอยู่ในแม่น้ำลำภาชีเป็นป่ารกร้าง หลังจากสถานการณ์โควิด-19 รอบ 3 พ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านไม่สามารถไปขายของได้ตามปกติ ทุกคนจึงร่วมกันพัฒนาแก่งท่าอีปะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ

ในภาษาไทยยวน ท่าก็คือท่าน้ำ ปะคือ มาพบกันก็ก่อเกิดการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน
เมื่อสายน้ำจากแม่น้ำภาชี เทือกเขาตะนาวศรี ที่ไหลมายังแก่งท่าอีปะ ทำให้น้ำใสเย็นสบาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจ มีแคร่ไม้ไผ่ริมลำธารไว้รองรับหลายจุด มีร้านค้าจำหน่ายอาหาร ประเภทส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ขนมขบเคี้ยวให้ได้เลือกรับประทาน มีของฝาก ของที่ระลึกที่น่าสนใจมากมาย

หากลงเล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่คอยบริการเสื้อชูชีพ และห่วงยางเพื่อความปลอดภัย
บริเวณแก่งท่าอีปะ ยังมีศาลไม้ทรงไทยที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาจากการมีโชคลาภมาช่วยกันสร้างไว้ ชื่อศาลเจ้าแม่วังตะเคียน ศาลพญางู และศาลกุมาร ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

ส่วนด้านหน้าศาลมีตอไม้ตะเคียนเก่าโบราณ ชาวบ้านเรียกตอไม้นี้ว่า เจ้าแม่ทับทิม มีผ้าสามสี พวงมาลัยคล้องไว้จำนวนมาก
เป็นที่ดึงดูดชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศมาเยือนกันอย่างต่อเนื่อง
ห่างจากแก่งท่าอีปะไปไม่ไกล ใช้เวลาเดินราว 3-5 นาที เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ท่าอีปะ
ไฮไลต์สำคัญคือการเดินขึ้นบันไดสวรรค์ 59 ขั้น เพื่อนมัสการขอพรหลวงพ่อเขาใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่หมู่บ้านท่าอีปะ ที่ตั้งประดิษฐานภายในสำนักสงฆ์ท่าอีปะมากว่า 30 ปี แล้วลงสะพานไม้ไผ่ที่มีความยาวถึง 200 เมตร สัมผัสวิถีชุมชน

คนในชุมชนบ้านท่าอีปะ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก รวมถึงการปลูกพืชสมุนไพร จนปัจจุบันได้มีการรวมกลุ่มก่อตั้งเป็นกลุ่มเกษตรปลูกพืชสมุนไพร และเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จนพัฒนาต่อยอดเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรด่านทับตะโก
โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรีและสำนักงานเกษตรอำเภอจอมบึงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขับเคลื่อนการเกษตรเชิงพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้บริบทและอัตลักษณ์ของชุมชนสมุนไพรแห่งนี้

น.ส.โสภี บัวผัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพืชสมุนไพรด่านทับตะโก กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสมุนไพรที่นี่ เริ่มตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายจนมาถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เก็บสมุนไพรจากป่าและมีการค้าขายพืชสมุนไพรเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้กับชุมชนเรื่อยมากว่า 30 ปี จนมาถึงรุ่นของเราที่มีการสืบทอดและได้เริ่มก่อตั้งเป็นกลุ่มเกษตรปลูกพืชสมุนไพร และเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จนพัฒนาต่อยอดเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรด่านทับตะโก
ในกระบวนการของสมุนไพรจะปลูกพืชประเภทหัวมากกว่าล้มลุก โดยช่วงต้นปีจะเก็บเกี่ยวพืชหัวที่มีการปลูกกันกว่า 300 ไร่ ส่วนพืชล้มลุกจะปลูกบริเวณรอบบ้านและเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติ

การทำงานของกลุ่มจะมีคณะกรรมการบริหาร การแปรรูปก็มีโรงเรือน และตู้อบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะนำวัตถุดิบผลผลิตส่งขายมากกว่าการแปรรูป ช่วงสถานการณ์โควิด-19 พืชสมุนไพรที่มาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดคือ ฟ้าทะลายโจร กระชายก็จะทำเหง้ากระชายอบแห้ง แคปซูลส่งร้านยา โรงพยาบาลและขายให้กับชุมชน
นอกจากนี้ มีการชำต้นฟ้าทะลายโจรแจกจ่ายให้กับชุมชนและโรงพยาบาลราชบุรีในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19
เป้าหมายที่นี่ต้องการให้เป็นศูนย์รวมแหล่งปลูกสมุนไพร และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ครบวงจร โดยเชื่อมโยงแก่งท่าอีปะกับแหล่งเรียนรู้สมุนไพรในอนาคตต่อไป
ถือเป็นโมเดลสู่การท่องเที่ยววิถีชุมชนแก่งท่าอีปะ