นั่งเครื่องบินจากไทยมา 2 ต่อ รวมเวลาเดินทางกว่า 1 วันเต็ม ก็ข้ามโลกมาแลนดิ้งอย่างปลอดภัยยังมหานครนิวยอร์ก (New York) ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม บันเทิง ท่องเที่ยว ชื่อก้องโลกที่ใครหลายๆ คนใฝ่ฝันอยากมาเยือน

ชาวเมืองนอนอาบแดดในสวนริมแม่น้ำฮัดสัน
เป็นครั้งแรกที่มา จึงอยากชวนมาทำความรู้จักเมืองกันก่อน
นิวยอร์กมีคนอยู่หนาแน่นสุดในสหรัฐ รวม 8.2 ล้านคน มีขนาดเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง แต่มีคนมากกว่าเกือบเท่าตัว เพราะเป็นเมืองที่มีผู้อพยพมากที่สุดในโลก ทำให้มีคนอาศัยอยู่หลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ทั้ง คนผิวขาว ผิวดำ และเอเชีย สร้างเสน่ห์น่าค้นหาให้เมืองนี้ไม่น้อย

พายเรือชมวิวในเซ็นทรัลปาร์ก
เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้รู้สึกประทับใจคือความใส่ใจในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ หรือปาร์กให้คนในป่าคอนกรีตได้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรม มีทั้งปาร์กเก่าแก่และปาร์กใหม่ที่สร้างสรรค์ผ่านไอเดียสุดจึ้ง จนหลายแห่งกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเช็กอินโพสต์ลงโซเชี่ยลกันแบบรัวๆ
ปาร์กแรก ถ้าไม่ไปเยือนก็เหมือนมาไม่ถึงนิวยอร์กคือ เซ็นทรัลปาร์ก (Central Park) สวนป่ากลางเกาะแมนฮัตตันขนาดมหึมาราว 2 พันไร่ อายุกว่า 171 ปี ที่เนรมิตออกมาได้อย่างงดงามลงตัว ตอบโจทย์กิจกรรมการพักผ่อนของชาวเมือง

อพาร์ตเม้นท์ดาโกตา
เพื่อให้การเที่ยวชมได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น น้องบอส ทศภูมิ พรประเสริฐ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก อาสาเป็นไกด์พาพวกเราเดินชม

น้องบอส ไกด์รับเชิญ
จุดไฮไลต์แรกคือ สตรอว์เบอร์รี่ฟีลด์ (strawberry field) อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง จอห์น เลนนอน แห่งวงเดอะบีตเทิลส์ ซึ่งมีลักษณะเป็นลานวงกลม ปูกระเบื้องโมเสกสีขาวดำ ตรงกลางมีคำว่า Imagine ซึ่งเป็นชื่อเนื้อเพลงดังของเจ้าตัว
หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องสร้างในสวนนี้ คำตอบคือ เมื่อ 40 ปีก่อน เลนนอนถูกยิงเสียชีวิตหน้าอพาร์ตเมนต์ดาโกตาที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าเซ็นทรัลปาร์กตรงจุดนี้ โดยชื่ออนุสรณ์สถานตั้งขึ้นตามชื่อสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าข้างบ้านในเมืองลิเวอร์พูล ที่เลนนอนผูกพันแอบเข้าไปวิ่งเล่นเสมอๆ ในช่วงวัยเด็ก

สตรอเบอร์รี่ฟิลด์
โดยทุกๆ วันที่ 9 ต.ค. และ 8 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดและเสียชีวิตของเลนนอน แฟนเพลงจะมาวางดอกไม้และร่วมจุดเทียนแก้วเพื่อระลึกถึงอัจฉริยะทางดนตรีคนนี้
นอกจากพื้นที่สวนและบึงน้ำขนาดใหญ่กลางป่าคอนกรีต ที่เปิดให้คนได้เข้ามาทำกิจกรรมได้อย่างหลากหลายทั้งวิ่ง อ่านหนังสือ ปิกนิก ปั่นจักรยานและพายเรือชมวิวแบบชิลชิล แล้ว ภายในยังมีสถาปัตยกรรมโบราณให้ได้ชม เช่น

ลานน้ำพุ Bethesda
ลานน้ำพุ Bethesda ซึ่งยอดน้ำพุเป็นรูปปั้นของผู้หญิงปีกนางฟ้า กำลังยืนให้พรผู้มาเยือน และ Bethesda Terrace โถงทางเดินศิลปะยุควิกตอเรียที่สร้างขึ้นจากอิฐโรมันเมื่อปี ค.ศ.1860 เพื่อใช้เป็นที่หลบฝนและหลบหนาว และยังเคยเป็นฉากถ่ายทำในหนังดังหลายเรื่อง อาทิ Home Alone, John Wick 2 และซีรีส์ Gossip Girl

โถงทางเดิน Bethesda
ถ้าใครขี้เกียจเดินก็สามารถใช้บริการรถม้านั่งชมสวนแบบชิลชิล ได้
เราออกจากปาร์กเก่าแก่ของเมือง มุ่งหน้าไปย่านฮัดสัน ยาร์ด (Hudson Yards) ไปดูปาร์กที่โคตรครีเอตเลยคือ เดอะ ไฮไลน์ (The High Line) สวนสาธารณะลอยฟ้าแห่งปี 2009 ที่ดัดแปลงมาจากทางรถไฟร้าง จากไอเดียของเฟรนด์ออฟเดอะไฮไลน์ (The Friends of High Line) กลุ่มคนท้องถิ่นที่ต้องการแก้ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมบนรางรถไฟร้างของเมือง
ทางเดินสาธารณะลอยฟ้าแห่งนี้มีความยาวกว่า 2.33 กิโลเมตร เชื่อมต่อไปเกือบทุกถนนสำคัญๆ ช่วยให้คนในเมืองเดินสัญจรไปมาได้แบบไม่ต้องติดไฟแดง แถมยังเห็นวิวตึกใหญ่ใจกลางเมืองในมุมที่แตกต่าง
ตลอดทางเดินยังมีการปลูกสวนป่าจากไม้นานาพันธุ์ให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนบนเก้าอี้ไม้ที่จัดไว้บริการเป็นระยะๆ บางช่วงยังทำเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะ และกิจกรรมต่างๆ

งานศิลปะบนสวนลอยฟ้า ไฮไลน์

สวนสาธารณะลอยฟ้า ไฮไลน์
ระหว่างทางเราได้เดินลงจากทางเดินลอยฟ้า แวะลงมาเดินเล่นที่ตลาดเชลซี (Chelsea Market) ตึกอิฐเก่าโบราณสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุกกี้โอรีโอ เพราะอดีตที่นี่เคยเป็นโรงงานผลิตคุกกี้ชื่อดังของเมืองลุงแซม แต่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร งานศิลปะ แฟชั่นชั้นนำของเมือง ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมากกว่าปีละ 6 ล้านคน

ตึกตลาดเชลซีสีแดงอิฐ

ร้านอาหารในตลาดเซลซี
ใกล้ๆ กับบริเวณตลาดตรงริมแม่น้ำฮัตสัน มีปาร์กรูปร่างสะดุดตาคล้ายกลุ่มดอกทิวลิป 132 ดอกขึ้นอยู่ในน้ำ นั่นก็คือเกาะลอยน้ำที่มีชื่อว่า (Little Island) และสวนสาธารณะลอยน้ำขนาด 6 ไร่ ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือ Pier 55 ซึ่งอดีตเคยเป็นท่าเทียบเรือของ White Star Line สายการเดินเรือที่เป็นเจ้าของเรือไททานิค

เกาะลอยน้ำ Little Island
สวนเกาะแห่งนี้ออกแบบโดย Thomas Heatherwick ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ใช้เงินลงทุนก่อสร้างราว 260 ล้านเหรียญสหรัฐ และเปิดตัวในปี 2021 หลังโควิดเริ่มคลี่คลาย

เกาะลอยน้ำ Little Island
ภายในมีการออกแบบพื้นที่สวนเป็นทางเดินวงกลมไล่ระดับเพื่อต้านแรงลม ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้มากกว่า 370 สายพันธุ์ ด้านบนสุดออกแบบให้เป็นจุดชมวิว ส่วนด้านล่างมีทั้งพื้นที่ให้เดิน วิ่ง นั่งเล่นสูดโอโซนริมน้ำ
ถ้ารู้สึกหิวก็สามารถเดินไปใช้บริการโซนร้านอาหารกาแฟสุดชิล แถมยังมีพื้นที่จัดการแสดงกลางแจ้งขนาดใหญ่ บริเวณริมน้ำที่เปิดกว้างให้ศิลปินได้มาจัดแสดง คอนเสิร์ต ละคร หรือแม้กระทั่งเวิร์กช็อปศิลปะให้พวกสายกิจกรรมได้ร่วมแจมอีกด้วย

ลานแสดงกลางแจ้งในเกาะ LittleIsland
ปิดท้ายด้วยปาร์กที่ยาวที่สุดในนิวยอร์ก ระยะทางราว 7.2 กิโลเมตร คือ สวนสาธารณะแม่น้ำฮัดสัน (Hudson River Park) สวนสาธารณะที่ทอดยาวริมแม่น้ำฮัดสันที่มีพื้นที่ให้คนเมืองได้เข้ามาทำกิจกรรมได้หลากหลาย
ที่ฮิตสุดเห็นจะเป็นการนั่งชิลรอชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมกับวิวตึกเรียงรายเป็นทิวแถวของนิวเจอร์ซีย์ (New Jersy) ซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำ

วิวเมืองนิวเจอร์ซีย์
ช่วงที่เราไปเยือนเป็นช่วงเดือนก.ย. ที่ยังพอมีแสงแดดอยู่บ้าง ทำให้ชาวนิวยอร์กเกอร์แห่แหนกันออกมานอนอาบแดดกันเพียบ บางคนใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นจนเราไม่กล้ามอง ส่วนคนที่ไม่อาบแดดก็ออกมาวิ่ง ขี่จักรยาน ออกกำลังกายรับแดดอุ่นกันอย่างพร้อมเพรียง
แม้นิวยอร์กจะเป็นเมืองใหญ่ที่ผู้คนต้องเร่งรีบ แต่การจัดการเมืองที่ทำดีทำถึง เน้นสร้างพื้นที่สาธารณะหรือปาร์กใหม่ๆ ให้คนทุกระดับได้เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย
ถือเป็นการชาร์จพลังชีวิตให้คนในเมืองใหญ่ได้เป็นอย่างดี
มยุรี นวมมี