เป็นครั้งแรกสำหรับการเดินทางไปยังทวีปอเมริกาใต้ซึ่งอยู่คนละซีกโลกกับไทย ทำให้ต้องฟิตร่างกายไม่ให้ตุย เพราะการเดินทางโหดมาก ต้องแวะต่อเครื่องบิน 2 ครั้ง ที่ญี่ปุ่นและสหรัฐ ใช้เวลาเดินทางรวมกว่า 30 ชั่วโมง กว่าจะแลนดิ้งยังจุดหมายปลายทางที่กรุงลิมา เมืองหลวงของสาธารณรัฐเปรู
ลิมามีภูมิประเทศที่น่าทึ่ง ผสมผสานระหว่างที่ราบสูงบนเทือกเขาแอนดิส ป่าดิบอเมซอน และยังติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย มีคนอาศัยอยู่ราว 8.8 ล้านคน หลายเชื้อชาติ ทั้งชนผิวขาว ชนพื้นเมืองตัวเล็ก หน้าตาคล้ายๆ อินเดียนแดง เพราะเคยเป็นอดีตที่ตั้งของอาณาจักรอินคา ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนกว่า 300 ปี ทำให้เปรูใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ

มหาวิหารแห่งเมืองลิมา
ช่วงที่เราไปเดือนพ.ย.67 อากาศกำลังเย็นสบายราวๆ 13-14 องศาเซลเซียส ทำให้ทริปเดินชมเมืองเก่าของเราชิลสุดๆ
เริ่มจากย่านเมืองเก่าบริเวณจัตุรัสพลาซ่า เดอ อาร์มาส ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองในยุคอาณานิคม ที่นี่เคยใช้เป็นที่แขวนคอนักโทษ แต่ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพราะมีสถานที่สำคัญหลายแห่งตั้งอยู่รอบๆ จัตุรัส
ที่แรกคือ มหาวิหารแห่งเมืองลิมา มรดกโลกยูเนสโก แห่งปี 1991 ที่สวยโดดเด่นด้วยหอคอยคู่สไตล์นีโอคลาสสิค ซึ่งมีกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุโรปอย่างชัดเจน ข้างในโบสถ์มีสุสานของฟรานซิสโก ปิซาร์โร ผู้ก่อตั้งเมืองลิมา แต่อดไปชม เพราะตำรวจหน้าวิหารไม่ให้เข้า เนื่องจากมีพิธีแต่งงานอันยิ่งใหญ่ คาดว่าจะเป็นงานของคนบ้านใหญ่ในลิมาชัวร์

ระเบียงอุปราช
ติดกับมหาวิหาร คือปราสาทอาร์กบิชอป ที่พำนักของอาร์กบิชอปแห่งลิมา และยังเป็นสำนักงานใหญ่ของคริสตจักรโรมันคาทอลิกเปรู ปราสาทแห่งนี้สวยสะดุดตา ด้วยระเบียงอุปราช หรือมุขระเบียงไม้ซีดาร์อันวิจิตรบรรจงที่สร้างยื่นออกมาจากตัวอาคาร ถือเป็นอีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมของเปรูที่สร้างขึ้นในสมัยที่ปกครองโดยอุปราช

ทำเนียบรัฐบาล
ด้านข้างจัตุรัสยังเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลเปรู หรือที่รู้จักกันในชื่อบ้านของ Pizarro อาคารโบราณสไตล์บาร็อกอันโอ่อ่า ที่สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1937 ปัจจุบันใช้เป็นที่พักของประธานาธิบดี
ถัดออกไปใกล้ๆ เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมืองลิมา อาคารสีเหลืองสดใสสไตล์แบบนีโอโคโลเนียล ที่ประดับด้วยมุขระเบียงไม้อันงดงามอีกเช่นกัน มองไปรอบๆ จะเห็นแม่ค้าชาวพื้นเมือง แต่งชุดประจำชาติมานั่งถักไหมพรมทำเป็นดอกไม้ พวงกุญแจ ตุ๊กตา ของที่ระลึกขายให้กับนักท่องเที่ยวตลอดสองข้างทาง

รูปปั้นโฮเซ เด ซาน มาร์ติน
อีกจัตุรัสหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชมคือ จัตุรัสพลาซ่าซานมาร์ติน ที่มีรูปปั้นโฮเซ เด ซาน มาร์ติน วีรบุรุษผู้กอบกู้อิสรภาพเปรูนั่งอยู่บนหลังม้ากลางจัตุรัส
รอบๆ มีอาคารโบราณสวยงามรายล้อม ที่สวยโดดเด่นคือโรงละครโคลอน อันแสนจะคลาสสิค อายุกว่า 100 ปี อดีตเคยเป็นโรงละครหรูและโรงฉายหนังวาบหวิว แต่ปัจจุบันเป็นสำนักงานการละครของกระทรวงวัฒนธรรม

โรงละครโคลอน

มหาวิหารซานฟรานซิสโก
75% คนเปรูนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เราจึงพบเห็นโบสถ์กระจายอยู่ทั่วเมือง ที่สวยเด่นคือมหาวิหารและสำนักสงฆ์ซานฟรานซิสโกแห่งลิมา โบสถ์สไตล์บาโรกสเปนสีเหลืองสดใสแห่งศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของลิมาที่ได้ขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก ในปี 1991 เสียดายตอนเราไปบางส่วนปิดซ่อมเลยชมความงามได้ไม่เต็มตา

พีระมิดดินเผา
ผู้ที่หลงใหลในโบราณคดีต้องแวะไปที่ ฮัวคา ปุคลานา พีระมิดดินเผาโบราณ สูง 25 เมตร อายุกว่า 1,500 ปี ที่สร้างขึ้นจากภูมิปัญญาอันน่าทึ่ง นำอิฐดินเผาก้อนเล็กๆ มาเรียงอย่างเป็นระเบียบและแน่นหนา อดีตเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางศาสนา และยังขุดค้นพบมัมมี่ 4 ตัวที่นี่อีกด้วย

คอมมูนิตี้มอลล์ larcoma
เปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสย่านเมืองใหม่อันทันสมัยอย่างมิราโฟลเรส ย่านหรูหราบนหน้าผาสูงตระหง่านเหนือทะเลอันเงียบสงบของลิมากันบ้าง ที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงแรมและภัตตาคารชั้นเลิศ รวมถึงคอมมูนิตี้มอลล์ แหล่งช็อปปิ้งสุดหรูที่มองเห็นวิวมหาสมุทรแปซิฟิกได้แบบพาโนราม่า ตื่นตาตื่นใจจริงๆ

ย่านมิราโฟลเรส

รูปปั้นคู่รักชายหญิงจูบกัน
ห่างออกไปอีกไม่ถึงกิโล มีสวนสาธารณะริมทะเลอย่างสวนแห่งความรัก ที่สะดุดตาด้วยประติมากรรมคู่รักชายหญิงกำลังจูบกันขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่กลางสวน รอบๆ มีม้านั่งตกแต่งด้วยเศษโมเสกชิ้นเล็กๆ หลากสีสันไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้มานั่งแฮงเอาต์ กิน ดื่ม และยังเป็นจุดหมายปลายทางของคู่รักหนุ่มสาวที่มักจะมานั่งสวีต คล้องกุญแจคู่รัก และรอชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยและโรแมนติกที่สุดของเมืองอีกด้วย

วิวพระอาทิตย์ตกดิน

สะพานไม้ถอนหายใจ
คนโสดไม่ต้องน้อยใจ เราจะเยียวยาท่านด้วยศิลปะ พาไปเที่ยวแถวบาร์รังโก ย่านสุดฮิปที่มีกลิ่นอายโบฮีเมียน เพราะเป็นแหล่งรวมของพวกนักดนตรีและศิลปินของเมือง ทำให้มีทั้งสตรีตอาร์ตสีสันสดใส บาร์และร้านกาแฟชิกๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านเก่าโบราณ มาถึงแล้วอย่าลืมเดินกลั้นหายใจข้ามสะพานไม้ถอนหายใจ อธิษฐานขอพรให้เป็นจริงกันด้วยละกัน
พูดเรื่องกินแล้ว เปรูไม่เป็นที่สองรองใคร มีวัฒนธรรมอาหารที่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ จากการผสมผสานระหว่างอาหารยุคอินคา กับยุโรปสไตล์สเปน ทำให้อาหารประจำชาติอย่าง เซวิเช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากยูเนสโก เหมือนกับต้มยำกุ้งของไทย

เซวิเช
เมนูเซวิเชฮิตขนาดมีขายตามรถเข็นเกือบทุกหัวถนนเหมือนกับส้มตำบ้านเรา หน้าตาก็คล้ายๆ ยำปลาดิบ วิธีทำก็นำเนื้อปลาสดมาหมักในน้ำมะนาว ใส่พริกไทย พริกลิโม คลุกเคล้ากับหอมซอย โรยหน้าด้วยข้าวโพดต้ม รสชาติถูกปากคนไทยกินแล้วหายคิดถึงบ้านได้นิดนึง

ปิสโก ซาวร์
ส่วนสายดื่มต้องลองค็อกเทลประจำชาติที่ชื่อว่า ปิสโก ซาวร์ ทำจากเหล้าปิสที่หมักจากองุ่น มิกซ์กับน้ำมะนาว น้ำหวาน ไข่ขาว และน้ำแข็ง งานนี้ชาวคณะเราขอลองกระดกไปทีเดียว 3 แก้ว ทำเอาเกือบเมาหลับแต่ก็กลับมาได้
ก่อนกลับไทยแวะซื้อของฝากที่อินคา พลาซ่า ตลาดสินค้าพื้นเมืองมีทั้งผ้าทอมือ กระเป๋าถัก สำหรับสายมู ต้องตุ๊กตาเซรามิกวัวกระทิงแห่งปูการา วัวนำโชคตามความเชื่อของสี เช่น วัวเหลืองแทนความอุดมสมบูรณ์ วางไว้ในบ้านจะประสบความสำเร็จ วัวแดงแทนความรักช่วยขับไล่พลังด้านลบ

แม่ค้าชาวพื้นเมือง

เครื่องแต่งกายทำจากขนอัลปาก้า
สินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกันมากสุด คือเครื่องแต่งกายที่ทำมาจากขนอัลปาก้า ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ หมวก ถุงมือ พรม ที่ชาวเปรูเวียนเคลมว่าเป็นขนสัตว์ที่นุ่มที่สุดในโลก ขนานนามว่าเป็นเส้นใยจากพระเจ้า ฟังสนนราคาแล้วก็คิดหนัก
ส่วนเรารักไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซื้อแค่แม็กเน็ตรูปอัลปาก้า ราคาน่ารัก มาติดตู้เย็นที่บ้านก็แฮปปี้เอ็นดิ้งแล้ว
มยุรี นวมมี