‘คพ. – ม.มหิดล’ ยกระดับตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี เปิดสถิติย้อนหลัง 5 ปี อุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้น 168 ครั้ง ส่วนใหญ่ที่รง.อุตสาหกรรม–โกดังเก็บสารเคมี

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วย ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเกี่ยวกับบริหารจัดการการควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี ทั้งในเชิงการพัฒนางานวิชาการ งานวิจัย การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การฝึกอบรม การให้ความร่วมมือด้านข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิชาการ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีและมลพิษสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น ในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา มีอุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้นรวม 168 ครั้ง โดยเกิดขึ้นในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และโกดังเก็บสารเคมี สูงถึงร้อยละ 68 รองลงมา ได้แก่ ภาคการขนส่งสารเคมี ซึ่งอุบัติภัยดังกล่าวมักจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องมาจากการฟุ้งกระจายของเขม่าควัน ก๊าซพิษ และการรั่วไหลของสารเคมีสู่แหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน รวมถึงส่งผลโดยตรงต่อผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับสัมผัสสารเคมีอันตรายโดยตรง ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว และทำให้ภาครัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

อธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ คพ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและหามาตรการจำกัดผลกระทบจากสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการเสริมสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีและการบริหารจัดการควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อมของบุคลากร ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ และการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ที่จะสามารถนำมาขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ศ. นพ. ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาดังกล่าวต้องได้รับการแก้ไขภายใต้กรอบแนวคิด One Health ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศเข้าด้วยกัน ดังนั้นความร่วมมือกับ คพ. จะเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พิษวิทยา ระบาดวิทยา และการจัดการความเสี่ยง เพื่อพัฒนานโยบาย มาตรการ และแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมมีความทันสมัย และตอบโจทย์บริบทของประเทศ สะท้อนถึงแนวคิด MU Synergy ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มุ่งบูรณาการศักยภาพของหน่วยงาน และเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อสังคม ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึกการพัฒนากำลังคน และการสนับสนุนเชิงวิชาการ เข้ากับการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติจริงในระดับประเทศต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน