มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดผลงานป่าชุมชน ป้องไฟป่า-สร้างรายได้ครัวเรือน
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่ามูลนิธิฯ จะขยายการสร้างคาร์บอนเครดิตให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดคาร์บอนเครดิตโดยความร่วมมือจากเครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศ เป้าหมายคือ 1 ล้านไร่ในปี 2572
โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนโดยได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน ในปี69 เป้าหมายขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000-150,000 ไร่
“ปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58, 824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้ตอบแทนการรักษาป่า อนาคตจะผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก เป็นการเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นความยั่งยืนระหว่างคนกับป่าไม้”
นายทินกร เย็นจุรีย์ ผู้ใหญ่บ้านทุ่งโห้ง ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย กล่าวในฐานะที่ป่าชุมชนบ้านทุ่งโห้ง เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตกล่าวว่า พื้นที่เข้าโครงการ 320 ไร่ โดยได้รับค่าตอบแทนปีที่ 1 จำนวน 300 บาทต่อไร่ ปีที่ 2 จำนวน 400 บาทต่อไร่และปีที่ 3 จำนวน400 ต่อไร่ โครงการ 3 ปีชุมชนได้รับงบประมาณจากมูลนิธิฯจำนวน 128,143 บาท
ซึ่งเงินที่ได้ชุมชนนำเป็นเงินบริหารการจัดการป่าชุมชนจัดแรงงานชุมชนในการสลับหมุนเวียนเฝ้าระวังไฟป่า เงินอีกส่วนทำเป็นสวัสดิการชุมชน ยอมรับว่าโครงการมีผลต่อการสร้างความยั่งยืนเพราะจากเดิมที่การเข้าเวรเฝ้าระวังไฟป่าเป็นงานสมัครใจทำให้หลายคนขาดรายได้เพราะต้องเสียเวลาทำอาชีพเลี้ยงปากท้อง
แต่เมื่อเป็นโครงการทางชุมชนจัดเป็นกองทุนจ้างงานคนในชุมชนเป็นรอบเวร เพื่อทำแนวกันไฟ การตรวจเวรยามป้องไฟป่า ส่งผลให้ทุกคนมีรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว นอกจากนั้นเมื่อป่าฟื้น ประชาชนก็มีรายได้เพิ่ม เช่นการเก็บรังมดแดงในป่า ซึ่งมีราคาประมาณ 400 บาทต่อกิโลกรัม หรือผลผลิตอื่นๆที่ไม่ขัดต่อกฏหมายหรือระเบียบของป่าชุมชน
นางสาวไพรัช พันธุ์วิไล ผู้ใหญ่บ้านเวียงจอมจ้อ ต.เวียง กล่าวว่า หมู่ 20 เข้าโครงการ 439 ไร่ เข้าโครงการ 3 ปี ได้งบประมาณ 483,868 บาท งบจากกองทุนป่าชุมชนบ้านเวียงจ้อ ทำให้ชุมชนมีเงินในมือเพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ได้ดีขึ้น เช่นนอกจากเงินบริหารป่าชุมชนแล้ว ยังได้มีการจัดเป็นกองทุนพัฒนาเพื่อความยั่งยืน โดยฝึกอาชีพให้กลุ่มแม่บ้านผลิตไข่เค็ม
การทำธนาคารขยะ มีการแยกขยะ100% การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสิ่งของเหลือใช้เป็นตระกร้าขยะ กระเป๋าสาน เป็นต้น เงินเหล่านี้ ก็จะปันส่วนกลับมาเข้ากองทุนอีกรอบทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในหมู่สมาชิกป่าชุมชน
