รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม สมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวทางการแพทย์อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 13.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุขั้นสูง” มากกว่าร้อยละ 28 ภายใน 10 ปีข้างหน้า
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ สร้างความท้าทายเชิงสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่องบประมาณด้านสาธารณสุขของรัฐมีจำกัด ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นสูง การคิดในมิติของ “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ยืนยาว (Longevity Investment)” จึงเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องขยายความมากขึ้นในสังคมไทย ทั้งนี้ความสามารถในการดูแลตนเองสำหรับผู้สูงอายุนั้น สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ ความสามารถในการรับรู้ วิเคราะห์ และตอบสนอง ซึ่งอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ดังกล่าว คือ สมองของมนุษย์
สิ่งที่ผู้สูงอายุหวาดกลัวมากที่สุด ขณะที่องค์ความรู้ในสังคมไทยยังเป็นไปอย่างจำกัด คือ ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) โดยเฉพาะ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม ในปี 2565 พบผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมกว่า 680,000 ถึง 770,000 คน หรือประมาณร้อยละ 6 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากการประมาณการณ์ระยะยาว ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นมากกว่า 2 ล้านคนภายใน 25 ปี ส่งผลให้เกิดภาระงบประมาณการดูแลผู้ป่วย และภาระด้านศีลธรรมของผู้ดูแลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสูงมากในระดับหลายแสนบาทต่อคนต่อปี ดังนั้นการชะลอหรือป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์สำคัญด้านสาธารณสุขที่จะช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว
การที่ประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์บริหารจัดการผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากเช่นนี้มาก่อน ทำให้ความมุ่งมั่นในการรักษาสุขภาพตั้งแต่ต้นถูกละเลย อาทิ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ซึ่งระบุว่าบุคคลทั่วๆ ไปมักให้ความสำคัญกับ ผลประโยชน์ทันที มากกว่าผลเสียในอนาคต ตัวอย่างเช่น การดื่มสุราทำให้รู้สึกดีทันที (relaxation, pleasure) แต่การดื่มในปริมาณที่มากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต ดังนั้นการรณรงค์แนวคิด Longevity Investment หรือการลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน
Longevity Investment ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสมอง อาจดำเนินการได้ 2 แนวทางหลัก คือ (1) การใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น การตรวจคัดกรองเชิงชีวภาพและการประเมินทางพันธุกรรม หรือ การนำ AI ช่วยวิเคราะห์ MRI เพื่อวินิจฉัยโรค (2) การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมฝึกสมอง เช่น การเรียนภาษาใหม่ การเล่นดนตรี การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น การทำอาหาร ทำเบเกอรี่ หรือ การเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมทั้งทางสังคม ชุมชน หรือองค์กรอาสาสมัคร การเรียนรู้ในลักษณะนี้ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอีกด้วย
การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงช่วย ชะลอการเสื่อมของการทำงานสมองเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่เชื่อมโยงมากขึ้นสำหรับผู้สูงวัยตัวอย่างผลงานที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน คือ บทบาทของสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือ เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ ผ่านโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1, ดินแดง 2, คลองเตย, หนองจอก, ประเวศ, บางรัก ฯลฯ)
โดยผู้สมัครเรียนไม่มีข้อจำกัดว่าต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้สูงอายุหรือบุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลหลักสูตรที่เปิดสอน ได้จากเว็บไซต์ของสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร หัวข้อ โรงเรียนฝึกอาชีพ