พลิกวิกฤตโลกเดือด! ‘รมว.สุชาติ’ มอบกรมลดโลกร้อนกางแผนรับมือ ‘เอลนีโญ’ เสริมเกราะภูมิคุ้มกันไทย เปลี่ยนผ่านจากสภาวะ “โลกร้อน” เข้าสู่ “โลกเดือด”
8 มิ.ย. 69 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างเอลนีโญ (El Niño) ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสภาพอากาศที่แปรปรวนในระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐานเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้มอบหมาย กรมลดโลกร้อนเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เร่งรัดขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ
จากข้อมูลล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยา แม้ปัจจุบันสภาวะแปรปรวนของกระแสน้ำและชั้นบรรยากาศ (ENSO) จะอยู่ในสถานะเป็นกลาง แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมน้อยกว่าปกติ และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 1.3-2.2 องศาเซลเซียส โดยเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2569 – เดือนมกราคม พ.ศ. 2570 คาดว่าสภาวะเอลนีโญจะมีความรุนแรงมากที่สุด แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลการประเมินจากแบบจำลองพยากรณ์ของ European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ซึ่งระบุว่ามีโอกาสสูงมากที่โลกจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 และคาดการณ์ว่าเอลนีโญจะคงอยู่ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี พ.ศ. 2569 และต่อเนื่องถึงช่วงต้นปี พ.ศ.2570 และสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบจำลองการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะยาวของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าปริมาณฝนของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 – 2571 มีแนวโน้มลดลง
.
ความเสี่ยงและผลกระทบจากปรากฎการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ (ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ภาคเมือง) ผลกระทบจากความแห้งแล้งเป็นตัวเร่งโอกาสของการเกิดไฟป่าที่มีความรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และกระทบต่อการเกิดปะการังฟอกขาวที่ผ่านมา รมว.สุชาติ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ทส. ดำเนินการเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ดังนี้
1.การรับมือภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน ให้พร้อมสแตนด์บายใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เปิดจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนแล้วถึง 157 แห่ง ใน 42 จังหวัด พร้อมจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำสะอาดรวม 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลืออีก 245 จุดทั่วประเทศ
2.การรับมือฝุ่นควันและไฟป่า โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปี 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างจริงจัง มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งอุปกรณ์ตักน้ำ (Bucket) พร้อมขึ้นบินดับไฟป่าทางอากาศทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมทั้งการสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้แก่อาสาสมัครภาคประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความเสี่ยงสูง
3.การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตรียมบังคับใช้กฎหมายคุมการท่องเที่ยวทางทะเล หลังสถานการณ์ทะเลไทยเข้าสู่ภาวะเสี่ยงวิกฤติจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ การเสริมความแข็งแรงให้ปะการังและหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เอง ควบคู่กับการกำหนดแนวทางอนุรักษ์สัตว์ทะเลร่วมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัว
4.การพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทั้งข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในระยะยาว รวมถึงการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global goal on Adaptation : GGA)

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับ ‘เอลนีโญ’ ใน 6 สาขาความเสี่ยงภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
1. การจัดการทรัพยากรน้ำ (เทคโนโลยีดิจิตอล) นำเทคโนโลยีดิจิตอล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ที่มีความละเอียดสูง มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำ การเพิ่มจำนวนสถานีตรวจวัดอากาศให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดทำแผนสำรองน้ำในพื้นที่เสี่ยง การพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Banking) และการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (MAR)
2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (มุ่งสู่ “เกษตรอัจฉริยะ”) แปรเปลี่ยนการตั้งรับไปสู่ “การปรับตัวเชิงรุก” (Anticipatory Adaptation) โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมมาใช้ เช่น แพลตฟอร์ม “เช็คแล้ง” เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความต้องการใช้น้ำ สุขภาพพืชและคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้าในระดับแปลงเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ
3. การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (Climate Resilient Tourism) เตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำในเมืองท่องเที่ยวและเกาะต่างๆ ควบคู่ไปกับการปรับตัวทางธุรกิจ เช่น การพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ลดการพึ่งพิงสภาพอากาศ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิในแหล่งท่องเที่ยว การปรับช่วงเวลาของกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และการจัดบริการด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว การจัดจุดบริการน้ำดื่มที่ทั่วถึง เป็นต้น
4. สาธารณสุข (ปกป้องกลุ่มเปราะบาง) สภาพอากาศที่ร้อนจัดเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมร้อน (Heat Stroke) ควรมีการพัฒนาดัชนีความร้อน (Heat Index) ความละเอียดสูง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้ารายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก เกษตรกร ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
5. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (หยุดวิกฤตไฟป่าและปะการังฟอกขาว) เน้นการใช้ระบบดาวเทียมติดตามจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อเฝ้าระวังไฟป่าในป่าอนุรักษ์อย่างเข้มงวด ฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำด้วยแนวทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลและสัตว์ทะเลหายาก อย่างใกล้ชิด
6. การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (เมืองยืดหยุ่น สถาปัตยกรรมปรับตัว)ส่งเสริมการวางผังเมืองและออกแบบอาคารที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate-Adaptive Design) พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System : MHEW)เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
.
วิกฤตเอลนีโญในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาภัยแล้งตามฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วผ่านไปหากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศ การขับเคลื่อนนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า “การลงทุนเพื่อปรับตัวในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตของชาติ” ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน และความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเปลี่ยนจากสภาวะที่เปราะบางไปสู่การเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) อย่างยั่งยืน