สุชาติ มอบอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี สานต่อความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านไดโนเสาร์และธรณีวิทยา ยกระดับพิพิธภัณฑ์ไทยสู่ศูนย์กลางการเรียนรู้และท่องเที่ยวระดับโลก
นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ตนนำคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางเข้าร่วมประชุมและหารือความร่วมมือด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา และการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ณ มหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุกุอิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา และซากดึกดำบรรพ์ ต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นายยงยุทธ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับมหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุกุอิ โดยได้หารือร่วมกับ ศ.ดร.อิวาซากิ ยูกิโมโตะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ ศ.ดร.นิชิ ฮิโรชิ หัวหน้าคณะไดโนเสาร์วิทยา ตลอดจนผู้บริหารและนักวิจัยของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุกุอิ
เพื่อขยายความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัย การสำรวจภาคสนาม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลซากดึกดำบรรพ์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ให้มีมาตรฐานระดับสากล
ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุกุอิได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ชั้นนำของโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศญี่ปุ่น มีผู้เข้าชมประมาณ 1 ล้านคนต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีนำองค์ความรู้และประสบการณ์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยาของประเทศไทย โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การวิจัย และแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ระดับโลก สร้างคุณค่าทางวิชาการควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสามหน่วยงานได้ร่วมกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับคณะไดโนเสาร์วิทยา มหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ พร้อมทบทวนผลการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ Thai–Japan Technical Cooperation ปี 2565–2570
โดยเห็นพ้องที่จะเดินหน้าความร่วมมือในด้านการศึกษาวิจัยทางธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยา การสำรวจภาคสนาม การแลกเปลี่ยนข้อมูลและตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ การพัฒนาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ การพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ และการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชน
“การหารือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการอนุรักษ์และศึกษาซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายยงยุทธ กล่าว

