หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต CIBA-DPU เชิญ “อาจารย์ปุด” ติดอาวุธทักษะ AI ขั้นสูง ปลดล็อกศักยภาพนักวิจัยบัญชีสู่ผู้นำแห่งอนาคตที่แม่นยำและล้ำสมัย
วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “AI for Accounting Research : ปลดล็อกศักยภาพงานวิจัยทางบัญชีด้วยพลัง AI เพื่อการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง แม่นยำ และทันสมัย” โดย ดร.สุขยืน เทพทอง หรือ “อาจารย์ปุด” ผู้เชี่ยวชาญการใช้งาน AI เพื่อการวิจัยและพัฒนาธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เพื่อติดอาวุธทักษะการใช้เครื่องมือ AI ขั้นสูงให้นักศึกษาสามารถวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางการบัญชีได้อย่างมืออาชีพ ช่วยลดระยะเวลาการทำงานวิจัยให้รวดเร็วขึ้นแต่คงความแม่นยำสูงสุดตามมาตรฐานสากล โดยมี ผศ.ดร.อริสรา ยิ่งยง ผู้อำนวยการหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตและหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ให้การต้อนรับ
โดยเนื้อหาสาระการบรรยาย ดร.สุขยืน เทพทอง เริ่มต้นด้วยการกะเทาะเปลือกความจริงในโลกยุค AI ในปัจจุบัน โดยกล่าวว่า แม้เทคโนโลยีจะมีไอคิวสูงกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า ทว่ากลับถูกนำมาใช้งานจริงเพียง 1% ทั้งที่ AI สามารถยกระดับงานบัญชีเชิงสร้างสรรค์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ถึง 10 เท่า สถาบันการศึกษาต่างๆ จึงนำ AI มาใช้ขับเคลื่อนองค์กร เพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานให้ก้าวทันเทคโนโลยีและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ “การก้าวเข้าสู่โลกยุค AI จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่เป็นศตวรรษใหม่ที่คนทำงานทุกคนต้องปรับตัวโดยไม่ต้องรอใคร เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้ใช้งานทั่วไปสู่การเป็นผู้นำ
สำหรับการลงลึกรายละเอียดเชิงเทคนิค ดร.สุขยืน ได้นำผู้เรียนเปิดประตูสู่ระบบนิเวศอัจฉริยะผ่านการทำงานร่วมกันของ Claude.ai ในการใช้เหตุผลเชิงลึก และเชื่อมต่อด้วยระเบียบวิธี MCP (Model Context Protocol) เข้ากับ Consensus ซึ่งเปรียบเสมือนคลังปัญญางานวิจัยระดับโลก ซึ่งจะช่วยให้นักบัญชีสามารถดึงข้อมูลจากเอกสารวิชาการคุณภาพระดับ Q1 และ Q2 มาใช้งานได้จริง 100% โดยปราศจากข้อมูลเท็จ และช่วยย่นระยะเวลาการทำวิจัยจากหลายเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ดร.สุขยืน ยังอธิบายถึงหัวใจสำคัญของการทำงานวิจัยคือการอุดช่องโหว่ความรู้หรือการหา Research Gap เพื่อสร้างความโดดเด่นให้ชิ้นงาน โดยเน้นย้ำถึงการค้นหาช่องว่าง 5 มิติ ทั้งในด้าน Knowledge Gap เพื่อเติมเต็มความรู้ที่ขาดหาย และ Contextual Gap เพื่อศึกษาในบริบทที่แตกต่าง ทั้งยังรวมถึงการใช้ประชากรเฉพาะกลุ่มผ่าน Population Gap และการเลือกวิธีวิจัยใหม่ๆ ใน Methodological Gap เพื่อตอบโจทย์อาจารย์ที่ปรึกษาให้ได้ว่างานวิจัยชิ้นนี้มีประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากงานเดิมอย่างไร พร้อมกับให้คำแนะนำแก่นักศึกษาว่า “งานวิจัยจะเริ่มต้นจากความสงสัย และการตั้งสมมติฐานเพื่อพิสูจน์หาคำตอบในสิ่งที่โลกยังไม่เคยรู้มาก่อน”
เพื่อให้เห็นภาพการปรับตัวในโลกการทำงานจริง ดร.สุขยืน ได้หยิบยกกรณีศึกษาจากเมืองเซินเจิ้น ที่พลิกโฉมกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งมีโดรนและหุ่นยนต์ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารและทำความสะอาดโรงแรมแทนแรงงานมนุษย์ รวมถึงรวมถึงยกตัวอย่างแนวคิดของ Elon Musk ที่มองว่า AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในหลายอาชีพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานคนจำนวนมากในอนาคต สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า นักบัญชีต้องก้าวข้ามบทบาทการทำงานแบบ Data Entry ไปสู่การเป็นผู้ควบคุมและบริหารระบบ AI ที่สามารถประมวลผลข้อมูลบัญชี วิเคราะห์รายการทางการเงิน และสนับสนุนการปิดงบประจำเดือนได้อย่างอัตโนมัติ ก่อนที่ในอีก 10 ปีข้างหน้ามนุษย์อาจไม่เหลือหน้าที่ให้ทำหากไม่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้
ในโอกาสที่ได้มาบรรยายที่ DPU ครั้งนี้ ดร.สุขยืน ยังเผยเทคนิคลัดในการสร้าง Google Form สำหรับรวบรวมข้อมูลวิจัยภายในเวลาเพียง 3 วินาที เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมแนะนำการใช้ NotebookLM เพื่อซิงก์ข้อมูลแบบเรียลไทม์และวิเคราะห์ผลลัพธ์จากฐานข้อมูลที่กำหนดไว้ได้อย่างปลอดภัย และยังได้แนะวิธีการเขียนงานวิจัยด้วยการถอดความหรือ Paraphrase จากฐานคิดของทฤษฎีแทนการคัดลอก เพื่อให้งานวิจัยก้าวข้ามเครื่องมือตรวจจับอย่าง AI Detector แบบมีคุณภาพ เพราะสำหรับ “หน้าที่ของนักวิจัย” คือ “การใช้จินตนาการ” ส่วนความเครียดในการรวบรวมข้อมูลนั้นควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ AI
นอกจากนี้ ในช่วงท้าย ดร.สุขยืน ได้กล่าวชื่นชมทางหลักสูตรฯ พร้อมแสดงความประทับใจในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ว่า “ได้เห็นความตั้งใจของนักศึกษาทุกคนในการศึกษาเรียนรู้ตลอดการสัมมนาในวันนี้ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราคือกลุ่มคนสำคัญที่จะเป็นปฐมบทของการขับเคลื่อนโลกในยุค AI และจะเป็นกำลังหลักในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบัญชีที่ทันสมัยต่อไปในอนาคต”
“สิ่งสำคัญที่อยากจะฝากกับทุกคนก็คือ เราควรเปลี่ยนมุมมองต่อการทำวิจัยในโลกยุคใหม่ให้เป็นเรื่องของความสนุกและความสุขมากกว่าความเครียด โดยเราต้องมุ่งเน้นการใช้พลังของเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับศักยภาพของตนเองให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่ใช่เพียงแค่การใช้เครื่องมือเพื่อให้มีความรู้ตามมาตรฐานทั่วไปเพียงอย่างเดียว” ดร.สุขยืน กล่าวทิ้งท้าย


