DPU ร่วมเวที Thailand Medical & Wellness Expo 2026 “ผศ.ดร.นพ.มาศ” ถอดรหัส Wellness สุขภาพแบบองค์รวม ชวนประชาชนรู้ทันข้อมูลสุขภาพก่อนเชื่อ ก่อนใช้ ก่อนเสียเงิน

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมออกบูธภายใน “งานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และความงาม Thailand Medical & Wellness Expo 2026” ซึ่งจัดโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 8–10 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยยกทัพคณะและวิทยาลัยในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ ร่วมนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์บูรณาการ เวลเนส และแนวทางการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพและเวลเนสของประเทศ

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIMw) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “Wellness ไม่ใช่แค่เทรนด์: รู้ทันสุขภาพยุคใหม่ ก่อนเชื่อ ก่อนใช้ ก่อนเสียเงิน” หรือ “Before You Believe, Before You Spend: Decode Modern Wellness” โดยถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในยุคที่ข้อมูลด้าน Wellness, Longevity, Anti-aging, Lifestyle Medicine และ Integrative Medicine ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง พร้อมชวนประชาชนทำความเข้าใจข้อมูลสุขภาพอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดด้านเวลเนส การชะลอวัย การยืดอายุสุขภาพ และการแพทย์บูรณาการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในการดูแลตนเอง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องเข้าใจความหมายแต่ละศาสตร์ให้ถูกต้อง เพราะคำเหล่านี้มีหลักคิดที่แตกต่างกัน หากขาดความเข้าใจจะนำไปสู่การเลือกใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่มีข้อมูลรองรับเพียงพอ

“ทุกวันนี้ข้อมูลสุขภาพเข้าถึงได้ง่ายผ่าน TikTok, YouTube, Google และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ทำให้หลายคนค้นหาข้อมูลด้วยตนเองก่อนพบแพทย์ แม้การเข้าถึงข้อมูลจะช่วยกระตุ้นให้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง บางส่วนมาจากประสบการณ์ส่วนบุคคล ถูกขยายผลเกินจริง หรือใช้เพื่อการตลาด ดังนั้นประชาชนควรตั้งคำถามก่อนเชื่อเสมอว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความรู้จริงหรือไม่ มีหลักฐานทางวิชาการรองรับหรือเปล่า ปลอดภัยกับตนเองหรือไม่ และคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายจริงหรือไม่” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ DPU ระบุ

ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความท้าทายของระบบสุขภาพอยู่ที่การทำให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การแพทย์แผนปัจจุบันจึงมีความก้าวหน้าและสามารถช่วยยืดระยะเวลาการมีชีวิตของผู้ป่วยได้มากขึ้น แต่เป้าหมายของการดูแลสุขภาพในอนาคตควรมุ่งไปที่การลดช่วงเวลาการเจ็บป่วยระยะยาว ลดภาวะพึ่งพิง และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย

สำหรับระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ผศ.ดร.นพ.มาศ อธิบายว่า มีจุดแข็งอย่างมากในการดูแลภาวะฉุกเฉิน เช่น การติดเชื้อรุนแรง อุบัติเหตุ กระดูกหัก เลือดออกในสมอง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน หากผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วก็มีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด สมองเสื่อม ข้อเสื่อม และโรคแพ้ภูมิตัวเอง จะต้องอาศัยการดูแลระยะยาวควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

“ด้วยเหตุนี้ แนวคิด Self-care หรือการดูแลสุขภาพตนเองจึงมีความสำคัญมาก ประชาชนควรเริ่มเรียนรู้ร่างกายของตนเอง เข้าใจปัจจัยเสี่ยง และปรับพฤติกรรมพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหาร การนอนหลับ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การลดพฤติกรรมเสี่ยง และการดูแลสุขภาพจิตใจ เพราะวิถีชีวิตมีบทบาทต่อการเกิดโรคเรื้อรัง” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ DPU กล่าว

ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวถึง Wellness ว่า เป็นแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเงิน อาชีพ และคุณภาพชีวิตในหลายมิติ การไปสปา การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารสุขภาพ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพง เป็นแค่บางส่วนของภาพรวมเท่านั้น การดูแลสุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากพื้นฐานที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

“ส่วน Longevity หรือการยืดอายุสุขภาพ เป็นแนวคิดที่มุ่งให้ผู้คนมีอายุยืนควบคู่กับสุขภาพที่ดี โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเสื่อมของเซลล์ การทำงานของไมโตคอนเดรีย สเต็มเซลล์ เทโลเมียร์ และกลไกทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับความชรา อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพในแนวทางนี้ไม่ควรใช้อาหารเสริมหรือเทคโนโลยีราคาแพง ซึ่งหากพื้นฐานสุขภาพยังขาดความสมดุล การใช้แนวทางหรือผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจไม่เห็นผล”คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ DPU กล่าว

ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า Anti-aging มักถูกเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับความสวยงาม การดูแลผิวพรรณ หรือการทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัย แต่ในมุมของการแพทย์บูรณาการ แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับการดูแลความเสื่อมของร่างกายในระดับลึก ทั้งเซลล์ ระบบฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน ลำไส้ การอักเสบ สารอาหาร สารพิษ และการทำงานของร่างกายโดยรวม เพื่อช่วยให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลและลดความเสี่ยงของโรคในระยะยาว

ขณะที่ Lifestyle Medicine หรือเวชศาสตร์วิถีชีวิต เป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ โดยเน้นการปรับพฤติกรรมสำคัญ เช่น การกิน การนอน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพควรคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล และมีผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมหรือเลือกใช้บริการด้านสุขภาพเป็นไปอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด

จากแนวคิดเรื่อง Wellness, Longevity, Anti-aging และ Lifestyle Medicine ที่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวว่า วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ โดยบูรณาการความรู้ด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน เวชศาสตร์วิถีชีวิต การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การชะลอวัย ความงาม นวัตกรรมสุขภาพ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคลากรทางสุขภาพและประชาชนสามารถนำความรู้ไปดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน