หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เปิดโลกกฎหมายบริหารรุ่นใหญ่ เจาะลึกภาษีโลก–ทางรอดธุรกิจ และเข็มทิศพินัยกรรม 40 ปีแห่งความภูมิใจ
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าเปิดห้องเรียนโมดูล 2 หัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนการประกอบธุรกิจ” ณ ห้องประชุมสุทธิเกตุ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมถอดรหัสความรู้เชิงลึกผ่าน 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การวางแผนทางภาษีและกฎหมายภาษีอากร, ทางออกของธุรกิจที่มีปัญหาด้วยกลไกของกฎหมายล้มละลาย และการวางแผนมรดกอย่างมีสติสำหรับผู้บริหาร โดยมี ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตร นำทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และนักกฎหมายชั้นนำ ร่วมรับฟังประสบการณ์จริงจากพาร์ตเนอร์กฎหมายระดับสากล เพื่อติดอาวุธทางความคิดในการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร
ถอดรหัสภาษีโลกและกลยุทธ์ Offshore Asset
สำหรับการบรรยายเริ่มต้นด้วยหัวข้อ “การวางแผนทางภาษี : กฎหมายภาษีอากร” โดย คุณปัญญา สิทธิสาครศิลป์ Partner จากบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้พาผู้เข้าอบรมไปดูทิศทางภาษีระดับโลก โดยบอกว่าเรื่องภาษีที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเครียดนั้น แท้จริงแล้วอาจมองได้ว่าเป็น “Nice Problem” หรือปัญหาที่น่ายินดี เพราะการมีภาระภาษีแสดงว่าท่านยังมีรายได้และมีกำไรเข้ามาให้ต้องบริหารจัดการ พร้อมกันนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนผ่านจากยุคการค้าเสรีสู่ยุคที่ภาษีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว
คุณปัญญา อธิบายต่อว่า มาตรการ Pillar 2 หรืออัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก 15% ที่ประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ในปี 2568 จะทำให้การโยกย้ายกำไรไปยัง Tax Haven เพื่อเลี่ยงภาษีไม่เกิดประโยชน์อีกต่อไป ขณะเดียวกันยังเสริมว่า ระบบ Common Reporting Standard (CRS) จะทำหน้าที่เป็นระบบรายงานบัญชีเงินฝากอัตโนมัติที่ทำให้กรมสรรพากรเห็นข้อมูลทางการเงินในต่างประเทศได้อย่างโปร่งใสภายในเดือนกันยายนของทุกปี
สำหรับการจัดโครงสร้างธุรกิจครอบครัว คุณปัญญา ได้เล่าถึงบทเรียนราคาแพงผ่านกรณีศึกษา “เรื่องเล่าศึกสายเลือดโรงสี” ที่เกิดจากการแบ่งสัดส่วนหุ้นไม่เป็นธรรม จนพี่คนโตโกรธแค้นและแจ้งสรรพากรจับน้องชายตัวเองเพื่อทำลายธุรกิจกงสี อีกทั้งยังได้เสนอแนะแนวทางการใช้บริษัท Family Holding Company เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยเน้นย้ำการใช้ราคาตามบัญชี หรือ Book Value ในการประเมินภาษีมรดก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระทางภาษีและรักษาความยั่งยืนของสมาชิกในครอบครัวได้ในระยะยาว
กางแผนฟื้นฟูกิจการ พลิกวิกฤตสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ขณะที่ คุณนที ศีลาเจริญ และ คุณธวัชชัย บุญมายะพันธุ์ Partner จากบริษัท Chandler Mori Hamada จำกัด ได้ร่วมกันอธิบาย “ทางออกของธุรกิจที่มีปัญหาด้วยกลไกของกฎหมายล้มละลาย” ด้วยรอยยิ้มขณะเปลี่ยนมุมมองเรื่องกฎหมายล้มละลายที่ดูน่ากลัวให้กลายเป็น “โอกาส” ในการรักษาธุรกิจ โดยอธิบายว่า “หัวใจสำคัญ” ของการฟื้นฟูกิจการคือสภาวะพักชำระหนี้อัตโนมัติ ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “อากาศหายใจ” ให้ลูกหนี้มีเวลาปรับโครงสร้างหนี้ และดำเนินกิจการต่อได้โดยไม่ถูกเจ้าหนี้รุมทึ้งทรัพย์สินจนธุรกิจเดินต่อไม่ได้
ส่วนการเจาะลึกถึงกลยุทธ์สำคัญในการเขียนแผนฟื้นฟูกิจการ คุณธวัชชัยระบุว่า หัวใจหลักประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอนวิกฤต ได้แก่ การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ การลดทุนและเพิ่มทุน การลดหย่อนหนี้ การยกเลิกสัญญาเดิมที่มีภาระผูกพันเกินสมควร การกำหนดระยะเวลาดำเนินการ และการระบุเงื่อนไขผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูเพื่อให้ลูกหนี้และผู้บริหารสามารถกลับมามีอำนาจในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์
พร้อมกันนี้ ทั้งคู่ยังได้ถอดบทเรียนจากคดีฟื้นฟูกิจการของ “การบินไทย” ที่มีหนี้มหาศาลกว่า 411,000 ล้านบาท โดยบอกว่า ความสำเร็จเกิดจากการเจรจากับเจ้าหนี้กว่า 13,000 รายอย่างจริงใจ จนมีผู้คัดค้านแผนเพียง 3 รายเท่านั้น ขณะเดียวกันยังเล่าถึง ชั้นเชิงทางกฎหมายในการขอให้ศาลต่างประเทศยอมรับคำสั่งของไทยเพื่อปกป้องเครื่องบินไม่ให้ถูกยึดในต่างแดน และเน้นย้ำว่าการยอมทำ Haircut ในระดับที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง
วางแผนมรดกอย่างมีสติ ปกป้องความมั่นคงของครอบครัวและองค์กร
ด้าน รศ.นุชทิพย์ ป. บรรจงศิลป์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งคร่ำหวอดในวงการกฎหมายมากว่า 50 ปี นอกจากได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ที่ออกแบบหัวข้อการบรรยายเรื่องมรดกได้ตรงใจผู้บริหารยังได้ร่วมรำลึกถึงเส้นทางประวัติศาสตร์ 40 ปีของคณะฯ และการต่อสู้ทางวิชาชีพเพื่อให้บัณฑิตได้รับสิทธิในการสวมชุดครุยว่าความเทียบเท่ามหาวิทยาลัยรัฐ ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจในรากฐานทางนิติศาสตร์ของสถาบันเป็นอย่างมาก
ในเชิงเนื้อหา รศ.นุชทิพย์ ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนมรดกตามมาตรา 1599 และ 1600 ที่ครอบคลุมทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิด อีกทั้งยังได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงผ่านกรณีศึกษา “เสธ.แดง-พลตรี ขัตติยะ” เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่างเงินเยียวยากับทรัพย์มรดก และ “เรื่องเล่าคดีพินัยกรรมนางพริ้ง” อายุ 104 ปี ที่มีการพิสูจน์การปลอมพินัยกรรมพิมพ์ลายนิ้วมือ จนสามารถหักล้างได้ด้วยหลักฐานเวชระเบียนที่ระบุว่าผู้ตายมองไม่เห็นและขยับตัวไม่ได้
รศ.นุชทิพย์ ยังได้ฝากข้อคิดเตือนใจทิ้งท้าย เรื่องความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมก็คือความไม่ยุติธรรม เพราะคดีมรดกหลายคดีใช้เวลาต่อสู้กันยาวนานนับ 10 ปี จนคู่ความลาโลกไปก่อนที่คดีจะจบลง ดังนั้นการวางแผนจัดการทรัพย์สินผ่านพินัยกรรมที่เรียกว่าฝ่ายเมือง ณ ที่ว่าการอำเภอหรือเขต ในวันที่ยังมีสติสมบูรณ์ จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญที่สุด ทั้งยังปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงได้ดีที่สุดอีกด้วย
สำหรับช่วงท้ายกิจกรรมในวันนี้ ยังมีวาระสำคัญในการสนับสนุนการศึกษาด้านนิติศาสตร์เชิงปฏิบัติ โดย คุณทรงพล สุวรรณพงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้เกียรติเป็นตัวแทนมอบชุดครุยอัยการให้แก่คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและจำลองสถานการณ์จริงในห้องปฏิบัติการศาลจำลอง เพื่อเป็นการร่วมสืบทอดเจตนารมณ์ในการมุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพกฎหมายของคณะฯ


