อัครนันท์ ประกาศเจตนารมณ์ การลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย งดใช้ก่อนอายุ 2 ปี พร้อมดันเป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานการเปิดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 5 “Journey Through the Little Galaxy : ชวนลด ชวนเล่น ชวนรู้ เสริมสร้างสุขเด็กปฐมวัยไทย” โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ผู้บริหารระดับสูงของ สกศ.​ นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

นายอัครนันท์ นำประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง การลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง และงดใช้ก่อนอายุ 2 ปี ร่วมกับที่ประชุม โดยประกาศกำหนดแนวทางปฏิบัติ 4 ข้อ ดังนี้ ข้อ 1 งดการใช้สื่อหน้าจอ สื่อดิจิทัล และอุปกรณ์ดิจิทัลทุกชนิด ในเด็กปฐมวัยที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี อย่างเด็ดขาด ข้อ 2 ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป การใช้สื่อหน้าจอต้องเป็นไปอย่างมีเงื่อนไขและอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก รวมทั้งต้องมีการควบคุมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ดิจิทัลในห้องเรียน

ข้อ 3 ให้หน่วยงานที่มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในสังกัด กำหนดมาตรการควบคุมการใช้สื่อหน้าจอ สื่อดิจิทัล โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์ดิจิทัลในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมตามช่วงวัยของเด็ก และ ข้อ 4 ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ครอบครัว และชุมชน ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมและทางเลือกที่เอื้อให้เด็กปฐมวัยไม่ต้องพึ่งพาสื่อหน้าจอ โดยจัดให้มีพื้นที่เล่นและเรียนรู้ที่ปลอดภัยในชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ทุกครอบครัวเข้าถึงได้และการสนับสนุนผู้ดูแลเด็กอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกครอบครัวมีทางเลือกในการเลี้ยงดูบุตรหลานโดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อหน้าจอ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เด็กปฐมวัย คือ รากฐานของคุณภาพคน และคุณภาพคน คือ รากฐานของความมั่นคงและความเจริญของประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในฐานะวาระแห่งชาติ และได้เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างสมวัย โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการการลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง และงดใช้ก่อนอายุ 2 ปี เพื่อคืนเวลาแห่งการเล่น การเรียนรู้ เพื่อสร้างเด็กปฐมวัยไทยให้ “เก่ง ดี มีความสุข และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

“การขับเคลื่อนเรื่องเด็กปฐมวัย ถือเป็นวาระแห่งชาติ มองว่าไม่ใช่แค่ ศธ.​แต่ทุกกระทรวงต้องนำเรื่องนี้ไปผลักดันให้เกิดผล เมื่อมีการประกาศเจตนารมณ์แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อ คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับเจตนารมณ์นี้ไปกำหนดนโยบายและนำไปปฏิบัติ เพราะเด็กปฐมวัยคือช่วงอายุที่สำคัญ และปัจจุบันสื่อดิจิทัลแม้กระทั่งโทรศัพท์ ส่งผลกระทบต่อเด็กหลายด้าน ดังนั้นถ้าเราไม่ส่งเสริมและป้องกันเด็กตั้งแต่วันนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต“ นายอัครนันท์ กล่าว

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า สกศ.จะส่งต่อเจตนารมณ์นี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมกับสื่อสารรณรงค์ทำความเข้าใจผู้ปกครองต่อไป โดยสกศ.จะรวบรวมนวัตกรรมที่ภาคีเครือข่ายผลิตมา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์และขยายผลให้มีพลังมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายว่าเด็กปฐมวัย คือ จุดเน้นสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ในอนาคต ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐบาลและหน่วยงานปฏิบัติเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกัน ตนเชื่อว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

“การงดใช้หน้าจอก่อนอายุ 2 ปี เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีงานวิจัยรองรับเป็นจำนวนมาก ต่อไปจะต้องนำเรื่องนี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะจะสร้างผลกระทบระยะยาวในกับอนาคตลูกหลานของเรา ซึ่งรัฐบาลจะประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อผลักดันให้เกิดผลอย่างจริงจัง”รศ.ดร.ประวิต กล่าว

นางธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย กล่าวว่า เรื่องที่น่าหนักใจคือ ขณะนี้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ จำนวนมากเข้าถึงหน้าจอ อีกทั้งครอบครัวยังตระหนักเรื่องนี้ไม่มากพอ จึงจำเป็นต้องมีนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” นโยบายนี้มีข้อที่สำคัญคือ การลดหน้าจอ เพราะสิ่งนี้จะกระทบต่อสายตา สมาธิ และสังคมของเด็ก ดังนั้นสิ่งที่ผู้ใกล้ชิดกับต้องทำแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องดูแลลูกตั้งแต่เล็กๆ และ 2.โรงเรียน ถือเป็นศูนย์กลางที่เด็กรวมตัวกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องวางมาตรการตั้งแต่ระดับผู้กำกับนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา ลงมาจนถึงครูในห้องเรียนของเด็ก โดยโรงเรียนควรดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1.จัดการเรียนการสอน จัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กห่างไกลจากจอ 2.โรงเรียนต้องเป็นเสมือนห้องเรียนให้พ่อแม่ ให้ความรู้ สร้างความตระหนักให้เด็กห่างไกลจากจอ

“สถานการณ์ที่ท้าทาย และน่าเป็นห่วง คือ พ่อแม่ก็ใช้จอด้วย ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยได้ คือ พ่อแม่ควรจัดกิจกรรมให้เด็กสนุก ติดการเล่นที่ใช้ร่างกาย และใช้ประสาทสัมผัสของเขา โดยนำเวลาหน้าจอ เปลี่ยนเป็นเวลาเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เด็กสนุกและติดเล่นมากกว่าติดจอ”นางธิดา กล่าว

ด้านดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย (กนป.) กล่าวว่า การประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง การลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง และงดใช้ก่อนอายุ 2 ปี ถือเป็นการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของ กนป. ที่พยายามขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวให้กลายเป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ใช่แค่ประกาศเจตนารมณ์ แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำนโยบายนี้ไปชวนลด ชวนเล่น ชวนรู้ เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาที่เหมาะสม เพราะถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ จะกลายเป็นเรื่องน่าห่วง เนื่องจากในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ถ้าไม่สร้างรากฐานที่ให้เด็กตั้งแต่วันนี้ ต่อไปเราอาจจะต้องแก้ปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่าการสร้างรากฐานที่ดี

ต่อมาที่ประชุมจัดเสวนาทางวิชาการ “Journey Through the Little Galaxy : ชวนลด ชวนเล่น ชวนรู้ เสริมสร้างสุขเด็กปฐมวัยไทย” โดยมี ผศ.นายแพทย์วรวุฒิ เชยประเสริฐ ผู้แทนแพทย์ , รศ.ยศวีร์ สายฟ้า ผู้แทนนักวิชาการ , นางธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้แทนครู , นายปารัณ เจียมจิตต์ตรง ผู้แทนผู้ปกครอง ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน โดยเวมีเสวนาอยากให้สังคมตระหนักเรื่องหน้าจอ เพราะปัจจุบันหลายคนมองข้ามไป ที่น่ากลัวคือ ผู้ปกครองใช้หน้าจอเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ให้นิ่งเด็ก ไม่โมโหและกรีดร้อง ซึ่งหน้าที่ของพ่อแม่ คือ ควรจะเข้าช่วยลูกกำกับอารมณ์ ช่วยให้เด็กจัดการอารมณ์และสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้

แต่ปัจจุบันพบว่า เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ความอดทนน้อย ซึ่งการยื่นหน้าจอให้เด็กเพื่อให้เด็กสงบสติอารมณ์ คือ สัญญาณอันตรายที่ส่งเสียงดังจากที่บ้าน และเด็กจะไปออกฤทธิ์ที่โรงเรียนและสังคม โดยเวทีเสวนามีข้อเสนอแนะ คือ ให้เด็กใช้ชีวิตตามกรอบช่วงอายุ และพื้นที่ ที่ไม่ควรมีหน้าจอ คือ ห้องนอน และโต๊ะอาหาร

ทั้งนี้เราจะไม่ใช้คำว่า “ห้าม”เพราะยิ่งห้ามอาจจะยิ่งยุ ควรใช้คำว่า “ขอความร่วมมือ” ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรมีส่วนร่วมสร้างระเบียบวินัย บริหารจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นเวลา อย่ายื่นหน้าจอเป็นข้อแม้ให้เด็กทำตามสั่ง และครู ควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่น ฝึกให้เด็กมีความสามารถในการคิดและจัดการอารมณ์ของตนเอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน