ในวันที่อากาศร้อนจัด ทุกบ้านเปิดแอร์พร้อมกัน หรือค่ำคืนที่ฝนตกหนักจนแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าไม่ได้เต็มที่ แต่สุดท้ายแล้วไฟในบ้านเราก็ยังคงสว่างไสวใช้งานได้เป็นปกติ ไม่มีใครสังเกตเห็นความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเบื้องหลังระบบไฟฟ้า เพราะนี่คือหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ทำงานอยู่เงียบๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด
เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ประเทศไทยเองก็เดินหน้าในทิศทางเดียวกัน โดยร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024) ตั้งเป้าให้ระบบไฟฟ้าไทยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 51% ภายในปี 2580 แม้ฟังดูเป็นเรื่องดี ทว่าในความเป็นจริงแล้ว พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมนั้นมีจุดอ่อนสำคัญ นั่นคือความผันผวน ยามแดดออกก็ผลิตไฟได้ ยามแดดหายไปก็ผลิตไม่ได้ ลมแรงก็ดี ลมสงบก็ศูนย์เปล่า
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ กฟผ. ต้องรับมือ ด้วยการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “Grid Modernization” หรือการยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้าไทย พร้อมรองรับพลังงานสะอาดที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงที่ทุกบ้านคุ้นเคย

ระบบกักเก็บพลังงานขนาดยักษ์ ที่ทำให้ไฟฟ้าไม่มีสะดุด
หัวใจสำคัญของ Grid Modernization คือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Power Bank ขนาดมหึมา เก็บไฟฟ้าส่วนเกินไว้ใช้ในยามที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ โดย กฟผ. พัฒนาเทคโนโลยีนี้ไว้หลายรูปแบบ อาทิ
- ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ จ่ายไฟได้เร็วระดับมิลลิวินาที ปัจจุบันติดตั้งแล้วที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี รวมถึงโครงการสมาร์ทกริดที่ จ.แม่ฮ่องสอน
- โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower) เปรียบเหมือนแบตเตอรี่พลังงานสะอาดขนาดยักษ์ สูบน้ำขึ้นเก็บไว้ในช่วงใช้ไฟน้อย แล้วปล่อยลงมาปั่นไฟภายใน 2-5 นาทีเมื่อความต้องการพุ่งสูง ปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา และกำลังพัฒนาแห่งใหม่ที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ
- ระบบกักเก็บพลังงานไฮโดรเจน (HESS) แปลงไฟฟ้าจากพลังงานลมมาผลิตก๊าซไฮโดรเจนสะอาด 100% แล้วเปลี่ยนกลับเป็นไฟฟ้าผ่านเซลล์เชื้อเพลิง ทดลองใช้งานจริงแล้วที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา
- ระบบจ่ายไฟฟ้าจากยานยนต์สู่กริด (V2G) เปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็นแบตเตอรี่สำรองของระบบไฟฟ้า ผ่านเทคโนโลยีชาร์จไฟสองทิศทาง ซึ่ง กฟผ. อยู่ระหว่างศึกษาและวางแผนขยายผลในอนาคต
ยิ่งพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ระบบกักเก็บพลังงานเหล่านี้ก็ยิ่งต้องขยายตัวตามไปด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่มีวันต้องเจอไฟฟ้าดับเพราะแดดไม่ออก ลมไม่พัด เป็นต้น

พยากรณ์แม่นยำ บริหารจัดการฉลาด สองแรงหนุนความมั่นคง
นอกจากการกักเก็บพลังงานแล้ว กฟผ. ยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยคาดการณ์ และบริหารจัดการ ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลทางเทคนิค และข้อมูลสถิติ มาประมวลผลพยากรณ์กำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าวางแผนสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเผื่อสำรองมากเกินความจำเป็น
ขณะเดียวกัน ศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center: DRCC) ก็ทำหน้าที่บริหารจัดการฝั่งผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ โดยสั่งลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงสุดหรือช่วงที่ต้นทุนเชื้อเพลิงแพง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่าการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าสำรองที่มีต้นทุนสูง
และเพื่อไม่ให้โรงไฟฟ้าหลัก กลายเป็นจุดอ่อนในยุคเปลี่ยนผ่าน กฟผ. ได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าฟอสซิลให้กลายเป็น โรงไฟฟ้ายืดหยุ่น (Flexible Power Plant) ปรับลดกำลังผลิตขั้นต่ำจากร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 45 และลดเวลาการเริ่มเดินเครื่องใหม่เหลือเพียง 2 ชั่วโมง เร็วขึ้นถึง 2 เท่าจากเดิม เพื่อให้พร้อมตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ทันท่วงที

ความมั่นคงที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ทุกวัน
ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนของบทบาท กฟผ. ที่มุ่งมั่นดูแลระบบโครงข่ายไฟฟ้ายุคใหม่อย่างเต็มที่ ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน ศูนย์พยากรณ์ ศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด และโรงไฟฟ้ายืดหยุ่น ล้วนทำงานประสานกันเพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยไว้ให้ทุกคนใช้งานได้อย่างไม่สะดุด
แม้เส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions จะยังต้องอาศัยการพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งการขยายระบบส่งไฟฟ้าให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และการพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ แต่สิ่งที่ กฟผ. กำลังทำอยู่ในวันนี้ คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคง ราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน เพื่อให้ทุกครั้งที่เรากดสวิตช์เปิดไฟ ไม่ว่าจะเป็นวันที่แดดจ้าหรือฟ้าครึ้ม ไฟฟ้าก็ยังคงสว่างไสวอยู่เสมอ
