7D Academy เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI สำหรับงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ชูหลักสูตร “AI สำหรับช่วยวิจัยทางวิชาการ อย่างมีคุณภาพและจริยธรรม” หลักสูตรบุกเบิกแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากกระทรวง อว. มุ่งเสริมทักษะนักวิจัย นักวิชาการ อาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ให้สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่ AI ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยค้นหาข้อมูลและเรียบเรียงเนื้อหาเป็นหลัก วันนี้บทบาทของ AI กำลังขยายเข้าสู่หลายขั้นตอนสำคัญของกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การค้นคว้าและทบทวนวรรณกรรม การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
สะท้อนให้เห็นว่าการทำวิจัยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดย AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยลดเวลาในการทำงาน แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยที่นักวิจัยและสถาบันการศึกษาต้องเรียนรู้และนำมาใช้อย่างเป็นระบบ ภายใต้หลักวิชาการ จริยธรรม และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วของ AI มาพร้อมความเสี่ยง ทั้งข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แหล่งอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริง อคติในชุดข้อมูล และการใช้เนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นโดยขาดการตรวจสอบ

โจทย์สำคัญของนักวิจัยยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียง “จะใช้ AI หรือไม่” แต่คือจะใช้ AI อย่างไรให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

7D Academy พัฒนาหลักสูตรใช้ AI ทำวิจัยอย่างเป็นระบบ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 7D Academy ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้และผู้นำยุค AI ภายใต้บริษัท 7ดี ครีเอเตอร์ จำกัด ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้ AI สำหรับงานวิจัยและงานวิชาการโดยเฉพาะ

แนวทางของ 7D Academy ไม่ได้มุ่งเพียงสอนว่า AI แต่ละเครื่องมือใช้ทำอะไร หรือสอนการเขียนคำสั่ง (Prompt) เท่านั้น แต่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจว่า AI ควรถูกนำมาใช้ในขั้นตอนใดของกระบวนการวิจัย ใช้อย่างไรให้สอดคล้องกับหลักวิชาการ และผู้วิจัยต้องตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์อย่างไร ตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัยไปจนถึงการวิเคราะห์และสรุปผล เพื่อให้สามารถใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยได้อย่างเป็นระบบ มีจริยธรรม และตรวจสอบได้

หนึ่งในหลักสูตรสำคัญคือ “AI สำหรับช่วยวิจัยทางวิชาการ อย่างมีคุณภาพและจริยธรรม” ซึ่ง 7D Academy ระบุว่าเป็นหลักสูตรบุกเบิกแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.

การรับรองดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการเรียนรู้ จากเวิร์กช็อปที่เน้นการใช้เครื่องมือ ไปสู่หลักสูตรที่มีโครงสร้าง ครอบคลุมกระบวนการวิจัย และเชื่อมโยงกับมาตรฐานการพัฒนาบุคลากรในยุค AI

เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ

จุดต่างสำคัญของหลักสูตรอยู่ที่ การทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาทีละขั้นตอน ควบคู่กับวิธีใช้ AI แนวทางดังกล่าวจึงวาง AI ไว้ในฐานะ “ผู้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ” ไม่ใช่ผู้ทำวิจัยแทนมนุษย์

7D Academy ยังมีหลักสูตร AI ที่หลากหลายเหมาะกับองค์กร เช่นหลักสูตรบัญชี หลักสูตรบริหาร หลักสูตรกฎหมาย ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับทักษะและการใช้งานจริงในระดับองค์กรอีกหลายหลักสูตร สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 7dacademy.com

ถ่ายทอดองค์ความรู้ AI สำหรับงานวิจัยโดย “ดร.สุขยืน เทพทอง”

องค์ความรู้ภายในหลักสูตรถ่ายทอดโดย ดร.สุขยืน เทพทอง หรือ “อ.ปุด” ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ AI สำหรับงานวิจัยและงานวิชาการ ซึ่งมีบทบาททั้งในการออกแบบกรอบการเรียนรู้และถ่ายทอดเนื้อหาที่ซับซ้อนให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ปัจจุบัน 7D Academy มีผู้เรียนจบหลักสูตรไปแล้วกว่า 3,000 คน ขณะที่ ดร.สุขยืน ยังได้รับเชิญให้ถ่ายทอดความรู้ด้าน AI Transformation แก่บุคลากรและผู้บริหารของสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, สำนักงานอัยการสูงสุด

ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยเสริมความเชี่ยวชาญของ 7D Academy ในฐานะสถาบันที่พัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI ขณะที่เนื้อหาและระบบการเรียนรู้ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการยึดติดกับเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง

อีกก้าวของการยกระดับงานวิจัยไทยในยุค AI ผ่าน 7D Academy

การเข้ามาของ AI ในกระบวนการผลิตองค์ความรู้ ทำให้วงการวิจัยไทยต้องเร่งพัฒนาทั้งทักษะด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานการใช้งานควบคู่กัน

หากนักวิจัยมีความเข้าใจและสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างเป็นระบบ AI จะช่วยลดเวลาของงานที่ทำซ้ำ เปิดพื้นที่ให้กับการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ และการสร้างข้อค้นพบใหม่ได้มากขึ้น แต่หากขาดการตรวจสอบและกำกับดูแล เทคโนโลยีก็อาจเพิ่มความคลาดเคลื่อนและส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลงานได้เช่นกัน

การพัฒนาหลักสูตรของ 7D Academy ในฐานะผู้บุกเบิกองค์ความรู้ด้าน AI Research ของประเทศไทย จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มทางเลือกด้านการเรียนรู้ แต่ยังเป็นความพยายามสร้างกรอบการทำงานสำหรับนักวิจัยยุค AI ให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีคุณภาพ

นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญที่ช่วยยกระดับการใช้ AI ในวงการวิชาการไทย จากการใช้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน สู่การประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน