การเข้าเวรข้ามคืน การสลับเวลานอนที่ไม่เคยเป็นปกติ และต้องพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นความเสี่ยงกัดกร่อนทั้งร่างกายและจิตใจของ ‘ข้าราชการตำรวจ’ โดยไม่รู้ตัว จากสถิติพบว่า พนักงานสอบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลกว่า 66.6% มีภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์ในระดับสูง และ 88.2% มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า สุขภาพของตำรวจเป็นเรื่องใหญ่ระดับองค์กรที่ต้องหันมาร่วมมือกันดูแล มากกว่าการปล่อยให้แต่ละคนต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
ความท้าทายตรงนี้เองที่จุดประกายให้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้า ‘โครงการพัฒนาสุขภาวะข้าราชการตำรวจแบบบูรณาการสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการขับเคลื่อนเชิงระบบ’ โดยดึงแนวคิด ‘Happy Workplace’ เข้ามาช่วยสร้างสุขภาวะให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตการทำงาน ปักธงเริ่มต้นใน 20 หน่วยงานนำร่องทั่วประเทศ เพื่อถอดบทเรียนและสร้างเป็นต้นแบบ ก่อนจะขยายผลไปสู่ตำรวจทุกคนทั่วประเทศ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มองว่า โครงการนี้ออกแบบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 7+1 ของ สสส. โดยดูแลสุขภาวะของกำลังพลแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม พร้อมใช้ Health Data-Driven เป็นกลไกสำคัญ ผ่านการสำรวจข้อมูลสุขภาพในหน่วยงานนำร่องทั่วประเทศ แล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็น ‘Smart Police Health Framework’ กรอบการสร้างเสริมสุขภาวะที่ใช้โครงสร้างร่วมกันทั้งองค์กร พร้อมเปิดให้แต่ละพื้นที่ปรับจุดเน้นให้สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพจริงในพื้นที่ของตนเอง
ความจำเป็นของการเร่งขับเคลื่อนเชิงรุกตั้งแต่วันนี้ เห็นได้ชัดจากแบบจำลองคาดการณ์สุขภาพในระยะ 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีมาตรการป้องกันด้านสุขภาพอย่างจริงจัง สัดส่วนข้าราชการตำรวจที่เป็นโรคเบาหวานอาจเพิ่มจาก 10.4% ในปี 2569 เป็น 26.9% ในปี 2579
ขณะที่โรคความดันโลหิตสูงอาจเพิ่มจาก 17.4% เป็น 33.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน หากมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น สัดส่วนโรคเบาหวานอาจลดลงเหลือ 7.4% และโรคความดันโลหิตสูงเหลือ 11.4% ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก และการวางระบบดูแลสุขภาพก่อนความเสี่ยงจะขยายตัว

“จุดแข็งของโครงการ คือการทำงานบนฐานข้อมูลสุขภาพจริงของกำลังพล หรือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสุขภาพ (Health Data-Driven) เพราะข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยให้องค์กรมองเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และเลือกแนวทางดูแลให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น ซึ่งการใช้ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตำรวจในระยะยาว และเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและการพิทักษ์ประชาชน”
เพื่อไม่ให้กรอบความคิดหยุดอยู่แค่บนกระดาษ งานในพื้นที่จึงถูกส่งไม้ต่อให้ ‘นักสร้างสุขประจำหน่วย’ จับมือทำงานร่วมกับนักวิชาการ คอยเติมความรู้และเนรมิตบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพดีใน 5 ด้าน ตั้งแต่การชวนกันขยับร่างกายลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง การปรับจานอาหารให้ดีต่อสุขภาพ การเติมทักษะรับมือความเครียดพร้อมเปิดช่องทางคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ การชวนกันลดละเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และแอลกอฮอล์ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายและวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจคนทำงานจริงๆ

พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
ในมุมของคนในองค์กรตำรวจ พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ถอดบทเรียนจากชีวิตจริงของกำลังพลว่า อาชีพตำรวจต้องแบกความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งโรค NCDs ความเครียดสะสม และพฤติกรรมสุขภาพที่เสียสมดุล เพราะชีวิตต้องอยู่กับความกดดัน การเข้าเวรไม่เป็นเวลา และการวิ่งเข้าหาเหตุฉุกเฉินตลอดเวลา การออกแบบวิธีดูแลสุขภาพจึงต้องเข้าใจวิถีชีวิตจริงของตำรวจ และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ต้องเจอ
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงร่วมกับ สสส. ยกระดับสุขภาพกายและใจของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ โดยส่งเสริมให้หน่วยงานนำร่อง 20 หน่วยงาน ใช้แนวคิด Happy Workplace ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนงานด้วยข้อมูลสุขภาพ (Health Data-Driven) ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้กำลังพลดูแลสุขภาพได้จริง ตั้งแต่นโยบายระดับผู้บังคับบัญชาไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวัน”
การปักธงสร้าง ‘องค์กรตำรวจสุขภาวะดี’ เริ่มต้นจากการมองเห็นชีวิตของกำลังพลบนฐานข้อมูลจริง เพื่อนำมาวางระบบดูแลให้ตรงจุดในแต่ละพื้นที่ โดยบทเรียนจาก 20 หน่วยงานนำร่อง จะกลายเป็นเข็มทิศสำคัญในการขยายผลไปทั่วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การสร้างเสริมสุขภาพหลอมรวมอยู่ในระบบงานปกติ และช่วยให้ตำรวจมีความพร้อมเต็มร้อยในภารกิจดูแลความปลอดภัยของประชาชน