ในสังคมไทยมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเติบโตห่างไกลอ้อมกอดของครอบครัว ด้วยเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนเลือก ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ปัญหายาเสพติด หรือความไม่พร้อมของผู้ปกครอง เด็กเหล่านี้จำนวนหนึ่งจึงต้องเข้าสู่การดูแลของสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั่วประเทศ ซึ่งแม้หน่วยงานรัฐจะพยายามดูแลอย่างเต็มกำลัง แต่ข้อจำกัดด้านบุคลากรก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยหัวใจ ของคนในสังคมเข้ามาช่วยเติมเต็ม
“บ้านหรือสถานสงเคราะห์ที่เปิดรับอาสาสมัครเข้ามาดูแลเด็ก คือการเปิดบ้านให้คนที่มีจิตใจดีได้เข้ามาใช้คุณค่าในตนเอง เติมเต็มให้กับเด็กที่ขาดโอกาส” คำกล่าวนี้สะท้อนแก่นสำคัญของกิจกรรม “เปิดบ้านเด็กอ่อนรังสิต แหล่งเรียนรู้งานอาสา สุขภาวะ 4 มิติ” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และมูลนิธิสุขภาพไทย ภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาและคุณภาพชีวิตเด็กในสถานสงเคราะห์

จิตอาสา “หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” ดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์
นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานรองรับและสถานสงเคราะห์เด็กภายใต้การดูแลของ ดย. ทั้งภาครัฐ 31 แห่ง และภาคเอกชนอีกกว่า 700 แห่ง เด็กที่เข้ามาพักอาศัยส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ไม่พร้อมเลี้ยงดู แม้หน่วยงานจะพยายามดูแลอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรที่จะดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิดทั่วถึง ดย. จึงจับมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย นำร่องพัฒนางานจิตอาสาในสถานรองรับเด็ก 3 แห่ง ได้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต และสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช โดยผลักดันทั้งแนวปฏิบัติ กลไกเชิงนโยบาย และความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับให้งานอาสาสมัครเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กอย่างเป็นระบบ
“สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต ถือเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกที่สะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการจัดระบบข้อมูล พัฒนากิจกรรมอาสา และยกระดับศักยภาพคนทำงาน เพื่อสร้างสุขภาวะครบทุกมิติให้แก่เด็ก อาสาสมัคร และบุคลากร” นางอภิญญา กล่าว

ด้าน นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. ให้ข้อมูลว่า รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2568 ของ สสส. และคิด for คิดส์ ระบุว่า เด็กไทยกว่า 6.2 ล้านคน ต้องเติบโตในครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงและเผชิญความเปราะบางรอบด้าน สอดคล้องกับข้อมูลของ พม. ที่พบว่าสาเหตุหลักที่เด็กต้องเข้ารับบริการสถานรองรับ มาจากครอบครัวยากจนถึง 37.57% ผู้ปกครองไม่มีอาชีพ 9.15% และผู้ปกครองไม่สามารถเลี้ยงดูได้ 8.88% สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพจิตใจและพัฒนาการของเด็ก สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญาให้กับจิตอาสาและบุคลากรในสถานรองรับเด็กอย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการนำกระบวนการสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health) มาใช้ในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิตนั้นชัดเจน โดยพบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ดีขึ้นถึง 80% ขณะที่อาสาสมัครและบุคลากรรู้สึกมีความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และสังคมเพิ่มขึ้น 90% นางญาณีอธิบายว่า สุขภาวะทางปัญญาคือการที่คนเราสามารถเชื่อมโยงตัวเองได้ เชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ และเชื่อมโยงกับสังคมและโลกได้ นำไปสู่ความตระหนักรู้ในคุณค่าและความหมายของชีวิต ความสำเร็จนี้ยังนำไปสู่การเปลี่ยนบทบาทของอาสาสมัคร จากผู้มาช่วยงานทั่วไป ให้กลายเป็น “หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” ที่ร่วมยกระดับการดูแลเด็กไปพร้อมกับบุคลากรของสถานสงเคราะห์อย่างเป็นระบบ


จับคู่ตัวต่อตัว สร้างความไว้วางใจเหมือนคนในครอบครัว
นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย อธิบายถึงแนวทางการทำงานว่า โครงการจิตอาสาพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา เริ่มต้นด้วยการสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างเป็นระบบก่อนเริ่มงาน พร้อมเสริมศักยภาพให้คนทำงานและอาสาสมัครมีความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กตามวัย และการดูแลเด็กทุกคนอย่างทั่วถึงเท่าเทียม หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้อยู่ที่การออกแบบให้อาสาสมัครจับคู่ดูแลเด็กแบบตัวต่อตัว เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจเหมือนคนในครอบครัว ผ่านการทำกิจกรรมและสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นประตูสู่การพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญาไปพร้อมกัน
เสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริงยิ่งตอกย้ำแนวทางนี้ น.ส.สุวินันท์ ตั้งสุวรรณวงศ์ อาสาสมัครในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต เล่าว่า ที่นี่มีระบบการทำงานอาสาที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย พัฒนาการ และความรู้สึกของเด็กเป็นหลัก อาสาสมัครทุกคนต้องผ่านการปฐมนิเทศก่อนเริ่มงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่การได้รับการดูแลแบบตัวต่อตัวและต่อเนื่องจากอาสาคนเดิม จะช่วยให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น จนอาสาสมัครสามารถสังเกตเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเด็กได้อย่างชัดเจน
“อาสาสมัครไม่ควรเข้ามาทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ แต่ควรเป็นกำลังเสริมให้กับทีม เพราะเจ้าหน้าที่คือคนที่รู้ระบบและดูแลเด็กในภาพรวม ส่วนอาสาสมัครจะเข้ามาช่วยเติมเต็มในเรื่องของเวลาและกิจกรรมที่เป็นรายบุคคลมากขึ้น” น.ส.สุวินันท์ กล่าว
จากตัวเลขและเรื่องเล่าเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่างานจิตอาสาไม่ได้เป็นเพียงการ “ให้” แต่เป็นกระบวนการที่หล่อหลอมทั้งผู้ให้และผู้รับไปพร้อมกัน “บ้านเด็กอ่อนรังสิต” จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักพิงของเด็กที่ขาดโอกาส แต่กำลังกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนา “คน” ทั้งเด็ก อาสาสมัคร และบุคลากร ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมีความหมายและยั่งยืน
