ไม่มีใครอยากได้ยินคำว่า “มะเร็ง” จากปากหมอ
เพราะเพียงสองพยางค์นี้ไม่ได้แปลว่าแค่โรคหนึ่งในร่างกาย แต่มาพร้อมกับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา ทั้งความกลัวความเจ็บปวดจากการรักษา ความกังวล ความสงสัยว่าต้องไปหาหมอที่ไหน ต้องรอคิวนานแค่ไหน และคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวไม่รู้จบ แล้วครอบครัวเราจะเป็นอย่างไรต่อไป หลายคนถึงกับท้อแท้ตั้งแต่วันแรกที่รู้ผล ก่อนที่การรักษาจะเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ ความน่ากลัวของมะเร็งจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความไม่รู้ ความสับสนในระบบ และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ผู้ป่วยต้องแบกรับ
แต่สำหรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองในวันนี้ มีกลไกหนึ่งที่เข้ามาคลี่คลายความซับซ้อนเหล่านั้นให้เบาลง นั่นคือสิทธิ “Cancer Anywhere” หรือ “มะเร็งรักษาทุกที่ที่พร้อม“ ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เปิดทางให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาได้ที่หน่วยบริการที่มีความพร้อม โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนส่งต่อที่ยุ่งยากเหมือนในอดีต และนี่คือเรื่องราวว่าสิทธินี้กำลังเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความอุ่นใจ และเปลี่ยนความสิ้นหวังให้กลายเป็นโอกาสรอดชีวิตได้อย่างไร

เมื่อก้าวแรกคือความกังวล เรื่องราวจากผู้ป่วยและครอบครัว
สำหรับ นางไพบูลย์ สีรัก อายุ 56 ปี ผู้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี วันที่รู้ผลว่าเป็นมะเร็งเต้านมคือวันที่ใจแทบหล่นวูบ
เธอเล่าว่าตอนแรกไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน แพทย์บอกว่าลักษณะก้อนเนื้อไม่สวย จึงต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ และผลออกมาว่าเป็นมะเร็งเต้านม ช่วงเวลานั้นเธอบอกว่าใจหายไปเลย ได้แต่กอดครอบครัวแล้วร้องไห้ ความรู้สึกท้อแท้ถาโถมเข้ามา คำถามผุดขึ้นเต็มหัวว่าจะหายไหม จะเจอหมอที่ดูแลได้ดีหรือเปล่า และท้ายที่สุดจะรอดหรือไม่ แต่หลังจากได้เข้ารับการรักษากับแพทย์ ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง คุณหมอย้ำเสมอว่าต้องเข้มแข็งและสู้ไปด้วยกัน พร้อมกับกำลังใจจากคนในครอบครัวที่ไม่เคยห่างหาย

อีกฟากหนึ่งของความกังวลคือครอบครัวของผู้ป่วยสูงวัย นายเลียบ พลอยประสงค์ อายุ 89 ปี ผู้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรีเช่นกัน คุณตาเลียบตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ด้วยวัยที่มากแล้ว ท่านบอกเพียงสั้นๆ ว่าไม่กลัว
แต่คนที่กังวลแทนกลับเป็น นายกิติภูมิ สุขนางราง หลานชายของคุณตา ที่ยอมรับว่าตกใจไม่น้อยในตอนแรกที่รู้ว่าคุณตาป่วยเป็นมะเร็ง สิ่งที่คิดต่อมาทันทีคือจะต้องจัดการอย่างไร ค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไร ญาติๆ จึงแนะนำให้ลองมารักษาที่โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี และเมื่อได้มาติดต่อจึงพบว่าเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่คิด เพราะสามารถเข้ารับการรักษาที่ไหนก็ได้ตามสิทธิ Cancer Anywhere เขาบอกว่าในยุคที่มะเร็งมาไวและพบได้ในทุกช่วงวัย การได้รักษาที่ไหนก็ได้ทำให้รู้สึกสะดวกและจัดการทุกอย่างได้เร็วขึ้นมาก พร้อมฝากบอกว่าหากญาติหรือคนใกล้ตัวคนไหนสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง ยิ่งรีบตรวจรีบรักษาเร็วเท่าไร ก็จะยิ่งอุ่นใจมากขึ้นเท่านั้น

Cancer Anywhere กลไกเชื่อมทุกเส้นทางสู่การรักษา
Cancer Anywhere เป็นนโยบาย “โรคมะเร็งรักษาทุกที่ที่พร้อม” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดยหัวใจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับบริการกับหน่วยบริการที่มีศักยภาพและพร้อมให้การรักษาได้ทันที ช่วยลดข้อจำกัดด้านขั้นตอนและการส่งต่อที่ไม่จำเป็นออกไป
เงื่อนไขสำคัญของสิทธินี้คือ ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ในการเข้ารับบริการ เพียงแต่ในการรักษาครั้งแรกจำเป็นต้องมีประวัติการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งเพื่อใช้ยืนยันสิทธิ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวอีกเลย
สิทธิประโยชน์ครอบคลุม 7 รายการรักษา ได้แก่ ค่ายาเคมีบำบัดและฮอร์โมน ค่ารังสีรักษา ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา การรักษาโรคแทรกซ้อนจากการรักษามะเร็ง การตรวจยืนยันการวินิจฉัยและประเมินระยะโรค การดูแลโรคแทรกซ้อนหรือโรคอื่นๆ ระหว่างการรักษา รวมถึงการติดตามอาการภายหลังการรักษา
ขั้นตอนการเข้ารับบริการก็ถูกออกแบบให้เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน เริ่มจาก
(1) วินิจฉัย ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งจากหน่วยบริการประจำของตน
(2) หารือ ปรึกษาร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ถึงแนวทางต่อไป
(3) เลือกหน่วยบริการ พิจารณาจากความพร้อม ศักยภาพ และคิวของแต่ละที่
(4) ประสานงาน ส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยผ่านระบบ TCB Plus, Health Link, Cancer Link หรือเอกสาร
ข้อมูลผู้ป่วย โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว
(5) เข้ารับการรักษา ณ หน่วยบริการที่พร้อม
(6) นัดหมาย เข้ารับการรักษาตามนัดครั้งต่อๆ ไปได้เลยโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวอีก จนถึง
(7) สิ้นสุดการรักษา
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยหายจากโรคแล้วแต่ยังต้องพบแพทย์ตามกำหนด จะต้องกลับไปใช้ใบส่งตัวจากหน่วยบริการปฐมภูมิประจำตัวตามปกติ ยกเว้นกรณีที่มีใบนัดจากแพทย์ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ใบส่งตัวเช่นกันกลไกนี้เองที่ทำให้การเดินทางของผู้ป่วยมะเร็ง จากเดิมที่ต้องวิ่งหาโรงพยาบาลตามลำดับขั้นการส่งต่อ กลายเป็นเส้นทางที่เชื่อมตรงไปสู่การรักษาได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์ที่ยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งไทย
ตัวเลขจากการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของนโยบายนี้อย่างชัดเจน จำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้นจาก 357,737 คนในปี 2564 เป็น 633,866 คนในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 276,129 คน ขณะที่บริการผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้นจาก 1.67 ล้านครั้ง เป็น 3.52 ล้านครั้ง มากกว่าเดิมกว่า 2 เท่าตัว ส่วนบริการผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้นจาก 490,519 ครั้ง เป็น 627,165 ครั้ง
ที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 20.3% ในปี 2564 เหลือเพียง 11.8% ในปี 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันว่าการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วขึ้นส่งผลโดยตรงต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

มุมมองจากแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยโดยตรงก็ยืนยันในทิศทางเดียวกัน นพ.กิตติศักดิ์ เพ็ชรศิลา นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สาขามะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี อธิบายว่าเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้ว จะมีการวางแผนการรักษาตามระยะของโรคอย่างเป็นระบบ และหลังจากรักษาจนหายขาดก็จะมีการติดตามเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยมองว่าโครงการ Cancer Anywhere มะเร็งรักษาทุกที่ที่พร้อม ช่วยลดระยะเวลาการรอคอยของผู้ป่วยได้จริง ทำให้เข้าถึงโรงพยาบาลที่มีความพร้อมได้ง่ายขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเข้ารับการรักษาได้รวดเร็ว ซึ่งท้ายที่สุดแล้วส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้าน นพ.เมธี วงศ์เสนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี มองภาพกว้างว่าการรักษาโรคมะเร็งของไทยเทียบกับหลายประเทศแล้วถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบ Cancer Anywhere ที่เปิดให้คนไทยทุกคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท สามารถใช้หน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้านส่งข้อมูลล่วงหน้าได้ โครงการนี้ช่วยให้ผู้ป่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยแบบที่เคยเป็นมา
ความสำเร็จของโครงการ Cancer Anywhere รักษาทุกที่ที่พร้อม ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านมะเร็งของบัตรทองที่ต่อเนื่องมากว่า 13 ปี ตั้งแต่การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในปี 2556 การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและวัคซีน HPV ในปี 2561 มาจนถึงการตรวจยีน BRCA1-BRCA2 การตรวจแมมโมแกรมคัดกรองมะเร็งเต้านม รังสีโปรตอน และผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ในปี 2567 และล่าสุดในปี 2568 กับวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ พร้อมการสนับสนุนค่าพาหนะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไปรับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งในปี 2569 ยังมีแผนเพิ่มรังสีรักษาด้วยอุปกรณ์ใส่แร่ เทคโนโลยี 3D Printing และเครื่อง MR Linac เข้ามาอีกด้วย
นอกจากนี้ ทุกสิทธิสุขภาพยังสามารถเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง และมะเร็งเต้านม เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือกุญแจสำคัญของการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด
สอบถามเพิ่มเติมสิทธิการรักษาหรือการเข้ารับบริการคัดกรองมะเร็งในระบบบัตรทองได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ชมคลิปเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-K4v8GydHmg