กมธ.ศาสนาฯ กราบรับโอวาท สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี เตือนอย่านำความผิดของพระบางรูปเหมารวมพระพุทธศาสนา ย้ำผู้แทนประชาชนต้องใช้โอกาสและอำนาจสร้างประโยชน์แก่บ้านเมือง

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายปะดิธ สังขจาย และ นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ รองประธานกมธ. พร้อมคณะที่ปรึกษาและข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

คณะได้เข้ากราบถวายสักการะ เจ้าประคุณสมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ณ ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) พร้อมรับโอวาทเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

เจ้าประคุณสมเด็จฯ กล่าวถึงกระแสข่าวพระภิกษุประพฤติตนไม่เหมาะสม ซึ่งกำลังสั่นคลอนความศรัทธาและภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาว่า ชาวพุทธต้องมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูล รู้จักแยกแยะข้อเท็จจริง และพิจารณาปัญหาเป็นรายกรณี เพราะทุกสังคมย่อมมีทั้งคนดีและผู้ประพฤติไม่เหมาะสม

เมื่อเกิดปัญหา ต้องค้นหาสาเหตุและแก้ไขให้ถูกจุด ไม่ควรนำพฤติกรรมของบุคคลเพียงบางรายไปเหมารวมว่าพระพุทธศาสนาทั้งหมดเสื่อมเสียตามไปด้วย

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังให้โอวาทแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบ้านเมืองว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์และมีโอกาสทำงานเพื่อประชาชนถือเป็นโอกาสอันมีค่า โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนประชาชน ต้องตระหนักถึงโอกาสที่ได้รับ ใช้เวลาและอำนาจหน้าที่อย่างสุจริต เพื่อสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปโดยไร้คุณค่า

ขณะเดียวกัน ต้องหมั่นดูแลและตรวจสอบจิตใจ ไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง หรืออารมณ์ฝ่ายอกุศลเข้าครอบงำ เพราะความคิด คำพูด และการกระทำทุกอย่างล้วนส่งผลตามเหตุและปัจจัย การคิดดี พูดดี และทำดี จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการทำหน้าที่เพื่อสังคม

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังอธิบายหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” ว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุและปัจจัย เมื่อเหตุเกิด ผลย่อมเกิด และเมื่อเหตุดับ ผลที่อาศัยเหตุนั้นย่อมดับตาม ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หรือปราศจากที่มา

หลักธรรมดังกล่าวอธิบายวงจรของทุกข์ ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ไปจนถึงชรามรณะ โดยเฉพาะ “ตัณหา” หรือความอยาก และ “อุปาทาน” หรือความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นแรงผลักให้ชีวิตวนเวียนอยู่ในความทุกข์และสังสารวัฏ

หนทางลดทุกข์จึงต้องเริ่มจากการรู้เท่าทันความอยากและความยึดติด ไม่ปล่อยให้ความโกรธ โลภ และหลงบงการจิตใจ พร้อมย้ำเรื่องผลแห่งกรรมว่า ทุกการกระทำย่อมมีผลตามมา มนุษย์จึงควรสั่งสมความดี พิจารณาอยู่เสมอว่าสิ่งใดเป็นคุณหรือเป็นโทษ และดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

สาระสำคัญของโอวาทครั้งนี้ คือ ชีวิตมีคุณค่าแต่มีเวลาจำกัด ทุกคนจึงต้องใช้เวลาที่มีอยู่ทำความดี รักษาจิตใจให้สงบ ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด และสร้างประโยชน์แก่ประชาชน สังคม พระพุทธศาสนา และประเทศชาติ

จากนั้น กมธ.ได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่พระประวัติ พระจริยวัตร และมรดกทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ตำหนักแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ประทับจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2487 ก่อนมีการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 11 ปี และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 โดยมีการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งของทรงคุณค่ากว่า 20,000 รายการ

ภายในแบ่งพื้นที่จัดแสดงสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ โถงตำหนักประทับ หอพระกรรมฐาน หอไตร กุฏิเรือนแถวตะวันออก และกุฏิเรือนแถวตะวันตก รวบรวมพระรูป เครื่องอัฐบริขาร เครื่องใช้ส่วนพระองค์ พระพุทธรูป ปูชนียวัตถุ ตาลปัตร พัดยศ เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย เครื่องถ้วย เครื่องกระเบื้องลายคราม และงานศิลปกรรมล้ำค่า

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่เพียงเก็บรักษามรดกสำคัญของวัดสุทัศนเทพวราราม แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา ศิลปกรรม และวิถีชีวิตของพระสงฆ์ไทย ให้ประชาชนและเยาวชนได้ศึกษาจากหลักฐานจริงอย่างเป็นระบบต่อไป.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน