กรมลดโลกร้อน จับมือ FCDO – FAO บรูณาการแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคเกษตรกรรมระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กล่าวเปิดการประชุมการเผยแพร่ “โครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) โดยการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO)” เพื่อบูรณาการแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคเกษตรกรรมระดับท้องถิ่น โดยมีปาฐกถาพิเศษ โดยนิโคลา พอลลิตต์ (Nicola Pollitt) เอกอัคราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือ


ดร.พิรุณ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) รายงานปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.2 – 2.6°C ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม 2026 และคาดว่าเอลนีโญจะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปี โดยมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะคงอยู่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งอาจส่งผลให้รูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนเปลี่ยนแปลง เพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และฝนตกหนักในหลายภูมิภาคทั่วโลก ความเร่งด่วนด้านสภาพภูมิอากาศนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องแปลงกรอบและเป้าหมายระดับโลก ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงกับกรอบแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินงานตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับสาขา ไปจนถึงระดับพื้นที่ โดยแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ พ.ศ. 2569 – 2573 เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติ


สำหรับประเทศไทย ภาคการเกษตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และการดำรงชีวิตของประชาชน และมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภัยแล้งเคยสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรสูงถึงประมาณ 17 ล้านไร่ และอุทกภัยประมาณ 29 ล้านไร่ ขณะที่การประเมินความเสี่ยงในอนาคตพบว่า พื้นที่นาข้าวที่มีความเสี่ยงจากอุทกภัยมีประมาณ 16 ล้านไร่ จึงสะท้อนให้เห็นว่า การปรับตัวของภาคเกษตรไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดความเสียหายเมื่อเกิดภัย แต่ต้องมุ่งลดความเปราะบางเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในพื้นที่ ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และออกแบบมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ดร.พิรุณ กล่าว


​ด้านนางนิโคล่า พอลลิตต์ เอกอัคราชฑูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า ภายใต้โครงการ Climate Action for a Resilient Asia หรือ CARA สหราชอาณาจักรมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนความร่วมมือในครั้งนี้กับประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 2 ระยะ โดยระยะแรกมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบาง ส่วนระยะที่ 2 ต่อยอดสู่การศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ Nature-based Solutions (NbS) และเครื่องมือทางการเงินและการประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติในจังหวัดนครศรีธรรมราชและอุดรธานี โดยโครงการ CARA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด พร้อมยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกทางการเงินสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้นำชุมชนสามารถประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่

ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศไทย และสหราชอาณาจักรในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ปกป้องวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางรากฐานสู่การพัฒนาที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว โดยโครงการจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการรับมือเมื่อเกิดภัยไปสู่การป้องกันและเตรียมพร้อมเชิงรุก อันจะนำไปสู่การสร้างภาคการเกษตรที่มีความยืดหยุ่น และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน