กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่วัดโพธิ์ ศึกษาการดูแลโบราณสถานและองค์ความรู้ล้ำค่า หนุนวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน ควบคู่จัดการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม รักษาความสงบของพระอาราม
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569 ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ เขตพระนคร นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยกมธ. เดินทางเข้ากราบสักการะพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ เพื่อความเป็นสิริมงคล
ก่อนเข้ากราบนมัสการพระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการดำเนินงานด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ
นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระพุทธศาสนาในการธำรงรักษาหลักธรรมคำสอน การพัฒนาศาสนสถานให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของประชาชน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน ในการอนุรักษ์มรดกทางศาสนา ศิลปกรรม และวัฒนธรรมไทยให้สามารถสืบทอดไปสู่คนรุ่นหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ กมธ. ยังได้ศึกษาศาสนสถานสำคัญภายในพระอาราม พร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการศาสนสถานให้รองรับทั้งกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การศึกษาของประชาชน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของพระอารามเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ การดำเนินงานของกมธ. มีบทบาทสำคัญในการศึกษาและพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์ คุ้มครอง และทำนุบำรุงศาสนา รวมถึงการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของประเทศ โดยสามารถนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย
เพื่อให้การสนับสนุนงานด้านศาสนาและวัฒนธรรมเกิดประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว ได้แก่ การสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาและศีลธรรมแก่เด็กและเยาวชน การดูแลรักษาพุทธศิลป์และเอกสารโบราณ ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย
นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การส่งเสริมให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต มิใช่เพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม วรรณกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนงานด้านพระพุทธศาสนาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ต้องบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสม ไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของพระอารามและการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ตระหนักถึงคุณค่าของศาสนสถาน
อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากพระสงฆ์และผู้เกี่ยวข้องโดยตรง จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงปัญหาและความต้องการของศาสนสถานเข้ากับการพิจารณาเชิงนโยบายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้การส่งเสริมพระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์วัฒนธรรมมีทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง