2 เดือนยังไร้ความรับผิดชอบ แม่น้องยูฟ่า น้ำตานอง ลูกยังนอน รพ. หลังถูกผู้ช่วยพยาบาลตัดนิ้วขาด ยังผวาทุกครั้งที่เห็นกรรไกร น้อยใจคนทำเหมือนจะถูกปกป้อง ถามรู้สึกผิดกี่โมง ล่าสุดได้กลับเข้าทำงานแล้ว อยากได้ความรับผิดชอบแบบรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำพูด

จากกรณีข่าวสะเทือนใจเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา น้องยูฟ่า วัย 1 ขวบ แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างที่ผู้ช่วยพยาบาลกำลังใช้กรรไกรตัดผ้าก๊อซที่ใช้แปะสายน้ำเกลือออก แต่พลาดไปโดนนิ้วขาด ถูกผู้ช่วยพยาบาลใช้กรรไกรตัดนิ้วขาดระหว่างกำลังจะตัดผ้าก๊อซแปะสายน้ำเกลือ ขณะที่โรงพยาบาลก็ได้ส่งตัวไปต่อนิ้วที่โรงพยาบาลใน จ.อุบลราชธานี

ล่าสุดวันที่ 3 พ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วิภาพร อายุ 24 ปี แม่ของน้องยูฟ่า ได้โพสต์ภาพลูกชายพร้อมข้อความว่า “ผมอยู่โรงพยาบาลจะ 2 เดือนแล้วครับ คนทำนิ้วผมจะรู้สึกผิดกี่โมงนะ ใช้ชีวิตเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องเป็นคนยังไงไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอครับ”

ขณะ น.ส.วิภาพร เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาถึงความอัดอั้นตันใจว่า ขณะนี้อาการของน้องดีขึ้นตามลำดับ อยู่ในช่วงให้ยาฆ่าเชื้อ ล้างแผล และรอให้เนื้อตายบริเวณปลายนิ้วแห้งดี แม้จะรักษานิ้วไว้ได้ แต่ก็มีความเสียหายและสูญเสียเนื้อเยื่อบางส่วนไป

ที่ผ่านมาครอบครัวรู้สึกน้อยใจที่โรงพยาบาลเหมือนปกป้องคนผิด ไม่โอบกอดเยียวยาจิตใจครอบครัว การแก้ไขปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจริง มีเพียงคำพูดให้รอแต่ไม่มีความชัดเจน ขณะที่เด็กและครอบครัวต้องเผชิญกับความบอบช้ำทางจิตใจ ตนและน้องยังคงผวาทุกครั้งที่เห็นกรรไกร หรือนึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงทีมแพทย์จิตเวชจาก รพ.สรรพสิทธิประสงค์ เท่านั้นที่เข้ามาดูแลสภาพจิตใจอย่างดี

เมื่อครอบครัวได้ติดต่อไปยัง สสจ.ยโสธร เพื่อสอบถามความคืบหน้าทางคดีและการสอบสวนผู้ช่วยพยาบาลคู่กรณี กลับได้รับคำตอบว่ายังอยู่ระหว่างรอประวัติการรักษา ส่วนเรื่องเงินชดเชยเยียวยานั้น เนื่องจากปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนเก่าเกษียณอายุราชการ และยังไม่มีผู้ทำการแทน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านปีงบประมาณ ทำให้ต้องใช้เวลารอต่อไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวพบว่าปัจจุบันผู้ก่อเหตุได้กลับเข้ามาทำงานตามปกติที่โรงพยาบาลเดิมแล้ว เพียงแต่ย้ายแผนกปฏิบัติงานเท่านั้น ที่สำคัญตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ตนและครอบครัวยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ หรือการติดต่อแสดงความเสียใจจากผู้ช่วยพยาบาลคู่กรณีแม้แต่ครั้งเดียว

น.ส.วิภาพร กล่าวอีกว่า อยากฝากถึง รมว.สาธารณสุข ให้มาช่วยเร่งรัดการลงโทษและการแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม มากกว่าแค่คำพูดว่าจะรับผิดชอบเต็มที่ เพราะในเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว แต่การจัดการกลับไร้ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังกังวลถึงอนาคตของลูกชายว่าสภาพนิ้วและพัฒนาการการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป เนื่องจากปัจจุบันแผลยังไม่หายดีและยังไม่รู้ว่านิ้วจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน