เปิดวงเสวนา SX2026 วันแรกถอดบทเรียนจัดการขยะ “ระยองโมเดล” ทั้งจังหวัดเชื่อม 67 ท้องถิ่นร่วมแก้ปัญหา ตั้งแต่คัดแยกในครัวเรือนจนถึงผลิตพลังงาน ย้ำเทคโนโลยีปลายทางต้องเดินคู่ความร่วมมือประชาชนและความโปร่งใส
ขยะหนึ่งถุงที่ถูกนำออกมาวางหน้าบ้าน ก่อนจะถูกรถเก็บขยะมาขนไป อาจดูเหมือนเป็นจุดสิ้นสุดภาระของคนทิ้ง แต่สำหรับท้องถิ่น นั่นคือจุดเริ่มต้นของงานอีกหลายขั้นตอน เริ่มจากการเก็บ ขน คัดแยก และกำจัด หากทุกอย่างถูกรวมอยู่ในถุงเดียว ตั้งแต่เศษอาหาร ขวดพลาสติก ไปจนถึงของเสียอันตราย ปัญหาที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ความสกปรก แต่ยังเชื่อมโยงถึงกลิ่น น้ำเสีย ต้นทุนการจัดการ และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรวมอีกด้วย
การแก้ปัญหาขยะในประเทศไทยจึงไม่อาจหยุดอยู่ที่การเพิ่มรถเก็บขยะหรือหาพื้นที่กำจัดแห่งใหม่ หากแต่คือการทำให้มีการจัดการตั้งแต่บ้านเรือนถึงปลายทางเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนเป็นส่วนสำคัญ ไม่ใช่เพียงผู้รอรับบริการจากหน่วยงานรัฐอย่างเดียวเท่านั้น
นี่คือโจทย์ของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่มีการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” เพื่อให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำกรอบนโยบายไปปรับใช้กับสภาพพื้นที่ ครอบคลุมทั้งการลดและคัดแยกขยะต้นทาง การเก็บขนกลางทาง และการกำจัดปลายทางอย่างเหมาะสม
หนึ่งในพื้นที่ที่นับว่าประสบความสำเร็จในการจัดการขยะ นั่นคือจังหวัดระยอง ซึ่งเดินหน้าจัดการขยะแบบรวมกลุ่มท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนแยกขยะก่อนทิ้ง ภายใต้แนวทางที่เรียกว่า “ระยองโมเดล”
SX2026 เปิดพื้นที่เรียนรู้ความยั่งยืนใกล้ตัว ลดขยะเพื่อโลก
งาน Sustainability Expo 2026 หรือ SX2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–15 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนในหลากหลายมิติ ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม สุขภาพ อาหาร ไปจนถึงการพัฒนาเมือง ไฮไลต์มีทั้งนวัตกรรมรับมือภัยพิบัติ เทคโนโลยีสุขภาพ แนวคิดพลังงานสะอาดและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ตลอดจนงานศิลปะ อาหารฝีมือเชฟ และพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็ก พร้อมนิทรรศการ เวิร์กช็อป ตลาด และเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ตลอด 10 วัน ให้ผู้เข้าชมนำแนวคิดกลับไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ชุมชน และองค์กรได้อย่างยั่งยืน
ภายในงานยังมีเวทีเสวนาทุกวัน โดยหนึ่งในไฮไลต์ของวันแรกที่จัดขึ้น ณ SX Talk Stage Hall 4 เป็นการเสวนาหัวข้อ “การขับเคลื่อนจังหวัดสะอาด” ที่ชวนผู้ฟังร่วมมองปัญหาขยะผ่านประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การส่งต่อนโยบายสู่ท้องถิ่น การบริหารศูนย์กำจัดขยะ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับประชาชนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม
ผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ ได้แก่ นายสิริชัย ฉลองนันทชัย ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริการสาธารณะและประสานงานท้องถิ่นอำเภอ จังหวัดระยอง และนายสุริยะ ศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ดำเนินรายการโดยนายภูมิ ปฏิสันถาวร หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

‘จังหวัดสะอาด’ ต้องเริ่มจากบ้าน ไม่ใช่รอแก้ที่บ่อขยะ
นายภูมิ ปฏิสันถาวร หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้อธิบายถึงบทบาทของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า แผนจังหวัดสะอาดเป็นกรอบกลางที่ส่งต่อให้ระดับจังหวัดนำไปปรับใช้ แต่ละพื้นที่สามารถเพิ่มเติมกิจกรรม โครงการ และความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง เพื่อให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“ผมว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การให้ทุกจังหวัดทำกิจกรรมเหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นการทำให้เป้าหมายเดียวกันเกิดผลในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งจำนวนประชากร ลักษณะชุมชน ระยะทางขนส่ง และความพร้อมของระบบกำจัด” นายภูมิกล่าว
ด้านนายสิริชัย ฉลองนันทชัย ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริการสาธารณะและประสานงานท้องถิ่นอำเภอ จังหวัดระยอง ขยายภาพการทำงานในระดับจังหวัดว่า การจัดการขยะต้องเดินไปพร้อมกันทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยต้นทางต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมครัวเรือนคัดแยกขยะ การจัดตั้งธนาคารขยะ และการยกย่องครัวเรือนต้นแบบ เพื่อให้ประชาชนเห็นแนวทางที่ทำตามได้จริง ส่วนกลางทางต้องมีพื้นที่คัดแยก ภาชนะรองรับที่เหมาะสม และการเก็บขนอย่างถูกสุขลักษณะ ขณะที่ปลายทางต้องมีระบบกำจัดรองรับ รวมถึงการจัดการขยะติดเชื้อและของเสียอันตรายอย่างเหมาะสมกับประเภทขยะ
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การชวนประชาชนแยกขยะจะเกิดผลได้ต่อเมื่อท้องถิ่นมีระบบรับช่วงต่อ ไม่ใช่ให้ครัวเรือนแยกแล้วนำกลับไปปะปนกัน ขณะเดียวกัน ต่อให้มีศูนย์กำจัดที่พร้อมเพียงใด หากทุกบ้านยังทิ้งขยะรวมกัน ภาระปลายทางก็ยังคงสูง
“การมีส่วนร่วมต้องเกิดทั้งสองด้าน ประชาชนช่วยลดและคัดแยกขยะตั้งแต่บ้าน ส่วนหน่วยงานท้องถิ่นต้องจัดบริการให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ความร่วมมือนั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง” นายสิริชัยกล่าว

ผนึกกำลัง 67 ท้องถิ่น เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ
นายสุริยะ ศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เล่าถึงจุดเปลี่ยนของระยองว่า เดิมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 67 แห่งต่างบริหารจัดการขยะของตนเอง มีหลุมฝังกลบกระจายอยู่เกือบ 20 แห่ง แนวทางเช่นนี้มีข้อจำกัดทั้งเรื่องพื้นที่และความยั่งยืนในระยะยาว จึงปรับมาสู่การจัดการแบบรวมกลุ่ม หรือ คลัสเตอร์ โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักด้านการกำจัดขยะ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านข้อตกลงความร่วมมือ แทนการปล่อยให้แต่ละแห่งรับภาระพัฒนาระบบกำจัดของตนเองทั้งหมด
“จังหวัดระยองมีขยะประมาณ 1,200 ตันต่อวัน การบริหารจัดการจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่ปริมาณขยะที่เข้าสู่ศูนย์ เทคโนโลยีที่ใช้ ต้นทุนของท้องถิ่น ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ แนวทางที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน โดยมีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะที่รองรับขยะ 500 ตันต่อวัน เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการปลายทาง ขณะที่ขยะเปียกหรือขยะอินทรีย์มีแนวทางนำไปใช้ประโยชน์ผ่านระบบไบโอแก๊ส” นายสุริยะกล่าว
อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบเพียงอย่างเดียวของขยะทุกประเภท การคัดแยกยังเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ขยะอินทรีย์ และขยะที่ต้องกำจัด มีวิธีจัดการแตกต่างกัน การแยกให้เหมาะสมจึงจะช่วยลดภาระของระบบโดยรวมได้อย่างแท้จริง

แยกขยะเปียกให้ได้ ลดทั้งกลิ่นและต้นทุน
ประเด็นที่เวทีเสวนาให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือการแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะทั่วไป ภายใต้การรณรงค์ “ระยองไม่ทิ้งรวม” เพราะเศษอาหารที่ปะปนอยู่ในถุงขยะไม่ได้เพิ่มเพียงน้ำหนัก แต่ยังเพิ่มความชื้นและกลิ่น ซึ่งส่งผลต่อการเก็บขนและการจัดการปลายทาง
เรื่องนี้ นายสุริยะ ศิริวัฒน์ อธิบายว่า หากท้องถิ่นคัดแยกขยะอินทรีย์มาโดยไม่ปะปนกับขยะประเภทอื่น อบจ.มีแนวทางคิดค่ากำจัดในอัตราครึ่งหนึ่ง เป็นแรงจูงใจให้ท้องถิ่นผลักดันการคัดแยกอย่างจริงจัง โดยการจัดเก็บตามข้อบัญญัติอยู่ที่ตันละ 400 บาท สาระสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้การคัดแยกมีประโยชน์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อครัวเรือน ชุมชน และงบประมาณของท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนทำเพิ่มโดยไม่เห็นผลลัพธ์
“ในระดับบ้านเรือน จุดเริ่มต้นคือการแยกเศษอาหารออกจากวัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ และไม่นำของเสียอันตรายปะปนกับขยะทั่วไป ส่วนขยะอินทรีย์ที่แยกแล้วสามารถเข้าสู่แนวทางทำปุ๋ยหรือผลิตก๊าซชีวภาพตามระบบที่พื้นที่จัดไว้ เมื่อเชื่อมกับธนาคารขยะและครัวเรือนต้นแบบ การจัดการขยะจึงขยับจากเรื่องของเจ้าหน้าที่มาเป็นกิจกรรมที่คนในชุมชนร่วมทำได้ โดยมีระบบของท้องถิ่นรองรับอยู่เบื้องหลัง” นายสุริยะกล่าว

ข้อมูลโปร่งใส ชุมชนตรวจสอบได้
อีกด้านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่รอบศูนย์กำจัดขยะ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงหากการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีความโปร่งใส สามารถเปิดเผยข้อมูลแก่ประชาชนได้ โดยมีการประชุมไตรภาคีร่วมกับชุมชนรอบพื้นที่ เพื่อให้เกิดช่องทางรับรู้ปัญหาและติดตามการดำเนินงาน รวมถึงมีกองทุนรอบโรงไฟฟ้าเพื่อดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาสาธารณูปโภคโดยรอบ
“การมีส่วนร่วมในระยองโมเดลจึงไม่ได้จบที่การขอให้ชาวบ้านแยกขยะ แต่ครอบคลุมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูล สะท้อนข้อกังวล และตรวจสอบการทำงานของระบบที่อยู่ใกล้ชุมชนด้วย เพราะการสร้างศูนย์กำจัดขยะเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้ศูนย์อยู่ร่วมกับชุมชนได้ในระยะยาว ต้องอาศัยความเชื่อมั่นที่เกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงคำอธิบายในวันเริ่มโครงการ” นายสุริยะกล่าวเพิ่มเติม
ถามตอบคึกคัก ทำไมขยะไทยชื้น–พื้นที่ไกลจัดการอย่างไร
ในช่วงถามตอบเวทีทอล์คยังเปิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะในชีวิตจริง โดยคำถามหนึ่งคือ เหตุใดขยะของไทยจึงมีความชื้นสูงกว่าขยะในต่างประเทศ
นายสุริยะและนายภูมิอธิบายถึงความแตกต่างด้านวัฒนธรรมอาหารและความละเอียดของการคัดแยก เมื่อเศษอาหารหรือน้ำแกงยังถูกทิ้งรวมกับขยะอื่น ความชื้นจึงเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้นทาง การแยกขยะอินทรีย์ออกก่อนจึงช่วยลดทั้งกลิ่นและภาระการจัดการในขั้นตอนถัดไป
อีกคำถามคือ พื้นที่ที่อยู่ไกลจากศูนย์กำจัดจะรับมือค่าขนส่งอย่างไร นายสุริยะกล่าวถึงการจัดตั้งสถานีขนถ่ายในอำเภอห่างไกล เพื่อรวบรวมและอัดขยะจากรถเก็บขยะหลายคันเข้าสู่ตู้คอนเทนเนอร์ ก่อนขนส่งไปยังศูนย์กลาง แนวทางดังกล่าวสามารถรวมขยะจากรถประมาณ 6–7 คันไว้ในการขนส่งเที่ยวเดียว ช่วยลดจำนวนเที่ยวรถและค่าใช้จ่าย พร้อมปรับจากการพึ่งพาบ่อขยะกระจายในพื้นที่ไปสู่ระบบกำจัดร่วมกัน โดยมีการจัดการบ่อขยะเดิมเพื่อคืนพื้นที่ด้วย
ส่วนโจทย์เฉพาะของพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง เกาะเสม็ด นายสุริยะกล่าวว่า เกาะเสม็ดมีขยะประมาณ 10–15 ตันต่อวัน และมีต้นทุนการกำจัดสูงกว่าบนบกเกือบ 3 เท่า เนื่องจากต้องอาศัยการขนส่งทางเรือและระบบจัดการเฉพาะพื้นที่
การแก้ปัญหาจึงต้องทำทั้งด้านการขนส่งขยะขึ้นฝั่งไปยังศูนย์กำจัดของ อบจ. และการปรับข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อจัดเก็บค่ากำจัดตามประเภทผู้ประกอบการให้เพียงพอกับภาระงาน สอดคล้องกับหลักการให้ผู้ก่อขยะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการ
คำถามเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้จะใช้เป้าหมายจังหวัดสะอาดร่วมกัน แต่เครื่องมือของแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด ชุมชนเมือง พื้นที่ห่างไกล และเกาะท่องเที่ยวต่างมีเงื่อนไขที่ต้องออกแบบระบบให้เหมาะสม

ขยะหนึ่งถุงเปลี่ยนได้ เมื่อทุกฝ่ายร่วมลงมือ
บทเรียนจากเวที “การขับเคลื่อนจังหวัดสะอาด” ชี้ให้เห็นว่า ระยองโมเดลไม่ได้มีเพียงเรื่องโรงไฟฟ้าหรือศูนย์กำจัดขยะขนาดใหญ่ แต่เป็นการเชื่อมการทำงานของจังหวัด อบจ. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน ตั้งแต่ก่อนขยะออกจากบ้านจนถึงการใช้ประโยชน์และกำจัดปลายทาง แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือความร่วมมือของประชาชนตั้งแต่ต้นทางที่จะช่วยให้ระบบเหล่านั้นทำงานได้ดีขึ้น ขณะที่ความโปร่งใสและการรับฟังชุมชนเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเดินหน้าระยะยาวและยั่งยืน
“จังหวัดสะอาด” จึงไม่ใช่ภารกิจของรถเก็บขยะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการแยกขยะหนึ่งถุงของแต่ละบ้าน และมีระบบที่พร้อมนำขยะไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ และกำจัดอย่างได้อย่างเหมาะสม ซึ่งระยองโมเดลได้ขับเคลื่อนและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยท้องถิ่นอื่นๆ สามารถนำไปเรียนรู้และประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้
ผู้สนใจร่วมฟังประสบการณ์ แนวคิด และแนวทางลงมือทำเพื่อความยั่งยืน สามารถติดตามเวทีทอล์กและกิจกรรมภายในงาน Sustainability Expo 2026 ตลอด 10 วัน ระหว่างวันที่ 6–15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อค้นหาคำตอบว่า เราจะร่วมเปลี่ยนเรื่องใกล้ตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างไร
#SX2026 #SustainabilityExpo2026 #ระยองโมเดล #จังหวัดสะอาด #ขยะพลังงาน