Khaosod
Online

วันพุธ ที่ 21 ต.ค. 2563

ครอบครัวมะปิน ยังทำใจไม่ได้ เผยลางสังหรณ์ ชี้เป็นวันสุดท้ายต้องทำงานกะดึก

11 ม.ค. 2560 - 18:19 น.

จากกรณีคดีสะเทือนขวัญ หลังเหตุการณ์หนุ่มโดนปาดคอเหตุต่อสู้กับคนร้ายที่ชิงไอโฟน โดยสำนักสื่อธรรมะ ได้ลงบทความการสัมภาษณ์พ่อแม่ของ นายวศิน เหลืองแจ่ม หรือ มะปิน ที่จากไปด้วยอายุเพียง 26 ปี ตอนหนึ่งได้ระบุว่า "คุณตาคุณยายของมะปินปลูกฝังเรื่องธรรมะให้แม่ตั้งแต่เด็กๆ เพราะท่านเข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดด้วยกันทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้..พอแม่มีลูก..ก็ได้ปลูกฝังให้ลูกทุกคนรักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิ และไปวัดตั้งแต่เล็กๆ เหมือนกัน

 

จนกระทั่งมะปินอายุ 13 ปี แม่ก็ให้มะปินบวชสามเณรที่วัดป่า และพออายุครบ 14 ปี มะปินก็ขออนุญาตแม่บวชในโครงการมัชฌิมธรรมทายาทภาคฤดูร้อนอีก จากการให้ลูกศึกษาธรรมะนี่เอง ทำให้มะปินเป็นคนจิตใจอ่อนโยน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความสุขในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มะปิน ชอบทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคมหลายอย่าง เช่น ทำงานสโมสรนิสิต จัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ออกไปช่วยเด็กกำพร้า ซึ่งการช่วยเหลือเด็กกำพร้านี้..เป็นสิ่งที่มะปินคุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะครอบครัวเราก็รับเป็นพ่อแม่อุปถัมภ์นำเด็กกำพร้าตั้งแต่เป็นทารกมาช่วยเลี้ยงที่บ้านเหมือนเป็นลูกเราคนหนึ่ง ซึ่งเราก็รับเลี้ยงไปหลายคนแล้ว”


ภูมิใจอะไรในตัวมะปิน ? “ตลอด 25 ปีที่เรามีลูกอยู่ด้วย เราได้ให้ความรัก ให้เวลา ให้ความอบอุ่นและดูแลมะปินเต็มที่ ทำนองเดียวกันมะปินก็ทำหน้าที่ลูกชายคนเล็กอย่างดีที่สุดเหมือนกัน มะปินเป็นคนที่ห่วงใยและรักครอบครัวมาก เวลาไปไหนมาไหนจะบอกแม่ทุกครั้ง เราจะกอดกันก่อนออกจากบ้าน แม้มะปินเรียนจบ ป.ตรี เริ่มหาประสบการณ์โดยการทำงานแล้ว เราก็ยังทำข้าวกล่องไปให้ลูกกินที่ทำงานด้วยทุกวัน ไม่ใช่เพราะเราไม่มีฐานะที่จะให้ลูกซื้อข้าวกินเอง แต่เป็นเพราะลูกมีความสุขที่จะได้กินข้าวที่ผสมความรักของแม่อยู่ในนั้นด้วย

 

มะปินเป็นคนเคารพและรักพี่ๆ มาก เขาจะขับรถคอยไปส่งพี่สาวคนรองเพื่อไปสอนเปียโนทุกวันเสาร์ และไปรับหมาจากพี่สาวคนโตมาดูแลให้ช่วงที่พี่สาวคนโตติดงานอยู่เสมอ และที่เราภูมิใจที่สุด มะปินได้ทำหน้าที่ลูกชายที่สมบูรณ์ที่สุด คือ บวชพระให้พ่อแม่เองโดยไม่ได้ขอร้องอะไรเขาเลย เราปลื้มที่ลูกบวช เพราะแม้จะรักลูกแค่ไหน เราก็ตามไปดูแลลูกตลอดเวลาไม่ได้ เนื่องจากเราต้องตายจากกันสักวัน แต่การที่มะปินบวชพระ บุญตรงนี้..จะตามดูแลมะปินแทนเรา บุญจะช่วยให้มะปินมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ทุกภพทุกชาติ”


มะปินวางแผนในอนาคตไว้อย่างไร ? “หลังจากมะปินเรียนจบ ป.ตรี มศว. ก็มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักบิน ก็เลยลองสมัครเข้าทำงานที่สายการบินแห่งหนึ่งก่อน เพื่อเข้าไปสัมผัสว่า..ใช่งานที่ตัวเองชอบไหม หลังจากนั้นพอมั่นใจแล้วว่า..อยากจะเป็นนักบินจริงๆ จึงลาออกเพื่อมาเรียนต่อ ซึ่งคุณพ่อก็บอกว่า..จะส่งมะปินเรียนจนจบ เพื่อทำฝันของลูกชายที่รักที่สุดคนนี้ให้เป็นจริงให้ได้ แต่ด้วยความรักและเกรงใจพ่อมาก มะปินจึงอยากหางานทำเพื่อจะได้หาเงินแบ่งเบาคุณพ่อบ้าง จึงไปทำงานพาร์ทไทม์ถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์ ซึ่งต้องทำงานกลางคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็ตี 4-5”
การที่มะปินทำงานกะดึกและกลับบ้านเวลานี้ ทุกคนในบ้านรู้สึกเป็นห่วงมะปินมาก มะปินจึงขอเปลี่ยนเวลามาทำงานกะเช้า แต่วันสุดท้ายที่ต้องทำงานกะดึกก็ต้องเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดถึงขั้นต้องแลกด้วยชีวิต คือ โดนโจรฆ่าตอนประมาณ 4 ทุ่ม ขณะที่มาซื้อของบริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27


ก่อนมะปินเสียชีวิตมีลางสังหรณ์อะไรไหม ? แมลงปอ : “วันนั้น..มีเหตุที่ทำให้น้องชายไปหาทั้งๆ ที่ไม่มีธุระอะไรมาก พอเจอกัน..เราก็ได้กอดน้องชายเป็นปกติ โดยที่ไม่รู้ว่า..นั้นคือการกอดน้องที่เรารักที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย”

 

คุณแม่ : “ปกติตอนครอบครัวเราชวนกันไปตักบาตรที่วัด มะปินเขาจะรับบุญเป็นอาสาสมัครถ่ายภาพในพิธีตักบาตร ซึ่งจะไม่มีเวลามาถ่ายรูปพร้อมกัน แต่งานตักบาตรครั้งล่าสุดที่ผ่านมา แปลกที่..มะปินมาขอถ่ายรูปร่วมกับพ่อแม่ ซึ่งตอนถ่ายแม่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นการถ่ายรูประหว่างเรากับลูกชายครั้งสุดท้าย”

มะปราง : “สัปดาห์ก่อนที่มะปินจะจากพวกเราไป รู้สึกเหวงๆ เหมือนต้องสูญเสียอะไรครั้งยิ่งใหญ่สักอย่าง แต่พอถามตัวเองก็ตอบไม่ได้ว่าจะต้องสูญเสียอะไรไป ซึ่งช่วงนั้นก็พยายามไปสวดธรรมจักรเพื่อให้เรารู้สึกดีขึ้น ที่น่าแปลกมากกว่านั้น คือ ปกติมะปินจะห้อยพระที่หลวงพ่อมอบให้ติดตัวตลอดเวลา แต่วันนั้นเกิดไม่ได้ห้อย ซึ่งก็คงเป็นคราวเคราะห์ของมะปินจริงๆ ซึ่งตรงจุดนี้..มะปรางเจอกับตัวเองเลย เพราะมีครั้งหนึ่งที่มะปรางลืมห้อยพระ วันนั้นก็ประสบอุบัติเหตุเลย การห้อยพระติดตัว มะปรางไม่อยากให้มองว่า..เป็นเรื่องงมงาย เพราะหากมีเหตุอะไรเกิดขึ้น เวลาเราตกใจ..ใจเราจะนึกถึงพระได้ง่าย เมื่อเวลานึกถึงพระ นึกถึงบุญ บุญที่เราเคยทำไว้ก็จะชิงช่วงแทรกเข้ามาตัดรอนวิบากกรรมให้เราแคล้วคลาด”



ทันทีที่ทราบข่าวการตายคิดอย่างไร ? “ตอนแรกคุณพ่อไม่เชื่อ เพราะไม่คิดว่า..เรื่องอย่างนี้จะมาเกิดในครอบครัวของเรา ส่วนมะปรางร้องไห้เลย คือ ทำอะไรก็น้ำตาไหลเป็นอัตโนมัติ เพราะการจากไปครั้งนี้มันกะทันหันเกินไป จริงๆ คนในครอบครัวเราทุกคนอาจต้องทุกข์ใจจนระงับสติไม่ได้ แต่เป็นเพราะทุกคนมีธรรมะเป็นที่พึ่ง โดยเฉพาะคุณแม่ เนื่องจากเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันทั้งบ้าน เราจึงมีสติ เข้มแข็ง จับแง่คิดเพื่อเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้”


หลังจากทราบประวัติของโจรที่ฆ่ามะปินแล้วคิดอย่างไร ?

“ตกใจที่โจรติดคุกมา 8 ครั้ง เข้าคุกตั้งแต่อายุ 13 ขวบ ตรงข้ามกับมะปินที่เข้าวัดและบวชตั้งแต่ 13 ขวบ ตรงนี้ทำให้เราเห็นถึงจุดหักเหชีวิตของเยาวชนไทยได้ชัดเจนมากๆ มาถึงจุดนี้เรารู้สึกคิดไม่ผิดเลยที่ส่งเสริมให้มะปินเข้าวัดตั้งแต่เล็กๆ จนเขามีภูมิต้านทานที่จะไม่กลายเป็นคนไม่ดีในอนาคตโดยไม่ได้ตั้งใจ ประวัติของโจรทำให้เราสะเทือนใจมาก เพราะกว่าจะมาถึงคิวของมะปิน ก็มีคนดีๆ ที่ตกเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปแล้วไม่รู้กี่คน แล้วคนต่อไปจะต้องเป็นใคร จะเป็นคนใกล้ตัวเราอีกหรือเปล่า แล้วเราต้องเสียคนดีๆ ของสังคมไปอีกสักกี่คน”

 

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ครอบครัวมะปิน ยังทำใจไม่ได้ เผยลางสังหรณ์ ชี้เป็นวันสุดท้ายต้องทำงานกะดึก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง