รีวิว 5 เล่มออกใหม่ มาแรงบนแผงบาวบุ๊ค “ปฏิวัติที่ปลายลิ้น-อุปถัมภ์ค้ำใคร-มหัศจรรย์กัญชา พืชแห่งอนาคต-ทหารของพระราชา-แฮปปี้ซิตี้”
เราเชื่อว่าหนังสือดีจะชุบชูสังคมให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ถ้าคุณมีคำถาม…อ่านอะไรดีที่ “บาวบุ๊ค” เราขอรีวิว 5 เล่มออกใหม่มาแรงขณะนี้ ทุกเล่มเหมือนน้ำซุปที่เคี่ยวข้นจนได้ที่ พร้อมเสริฟให้คุณลิ้มลอง
1.ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติอาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475
ผู้เขียน: ชาติชาย มุกสง
ล้วง แคะ แกะ เกา เรื่องอาหารการกินอิงการเมืองได้อย่างถึงพริกถึงขิงและสนุกมาก
วิเคราะห์อดีตหลังปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรได้นำแนวคิดโภชนาการเข้ามาประสานการเมืองสมัยใหม่ ผลักดันให้ประชาชนสนใจการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงส่งเสริมอาชีพและอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งหมดสะท้อนถึงกระบวนการช่วงชิงความหมาย และสร้างนิยามมาตรฐานด้านรสชาติอาหารใหม่อีกครั้ง
ว่ากันว่าก่อนหน้า 2475 รสชาติเป็นสิ่งมีชนชั้น นั่นคือ ชนชั้นล่างจะกินรสจัดเพื่อให้กินข้าวได้มาก ๆ ในขณะที่ชนชั้นสูง กินอาหารที่มีรสแบบอาหารชาววัง คือ รสอ่อน และปรุงอย่างปราณีต
สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชู “ก๋วยเตี๋ยว” ขึ้นมาเสนอต่อคนไทย ในฐานะอาหารที่เสริมสร้างอาชีพให้คนไทย สร้างอนามัยร่างกาย ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ออกมาว่า “ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่เป็นประชาธิปไตยอย่างมาก เพราะคุณสามารถปรุงรสได้ด้วยตัวเอง และรสชาติมันกลาง ๆ ทุกคนสามารถกินได้ ไม่มีสูงต่ำ ไม่มีชนชั้น”
ทั้งยังชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 15 ปีแรกของคณะราษฎร คือระหว่างปี 2475-2490 มีความเปลี่ยนแปลงด้านการกินของคนสยามอย่าง “มหาศาล”
นับเป็นหนังสือบอกเล่าประวัติศาสตร์แบบลึกซึ้งอ่านสนุกจนวางไม่ลง
2.“อุปถัมภ์ค้ำใคร : การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง”
ผู้เขียน: เวียงรัฐ เนติโพธิ์
ตีแผ่ระบบอุปถัมภ์หลังม่านการเมืองแบบตรงไปตรงมา ยิ่งอ่านยิ่งชวนให้คิดตาม เหมือนการลากจุดต่อเส้นจนเป็นรูปเป็นร่างชัด งานเขียนชิ้นนี้จึงมีความสำคัญที่จะพาคนอ่านร่วมสำรวจรูปแบบและความหมายที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ที่โยงใยการเมืองทั้งสนามท้องถิ่นและสนามระดับชาติ
หนังสือที่ผู้เขียนขออุทิศแด่ “นักการเมือง ผู้แทนของประชาชน”
อ.เวียงรัฐ หาข้อมูลมาอธิบายวิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในการปกครองระบอบทหารของ คสช.เทียบกับรัฐบาลต่างๆ ในฐานะนักวิชาการที่เฝ้าสังเกตการณ์ มีโอกาสพูดคุยทั้งนักการเมือง หัวคะแนน แกนนำ และประชาชนทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศ
เปิดฉากด้วยการฉายภาพสถานะการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2562 ที่ควรจะเป็นการคืนประชาธิปไตยสู่ประเทศไทย หลังจากที่อยู่ภายใต้ระบบเผด็จการทหารเป็นเวลา 5 ปี ซึ่ง อ.เวียงรัฐมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ก่อให้เกิดการลงหลักปักฐานของประชาธิปไตย มีการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การประท้วงต่อต้านรัฐบาล ไปจนถึงการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
ภายใต้ความขัดแย้งทาการมืองของไทยที่แบ่งฝ่ายอย่างร้าวลึก ต่างฝ่ายต่างสร้างวาทกรรมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกมาใช้เหมือนกันคือเรื่องความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์
นอกจากนี้ อ.เวียงรัฐนำเสนอการศึกษาในเรื่อง ระบอบ คสช. ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐในมิติความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นในประเด็นน่าสนใจยิ่ง อาทิ การขัดขวางประชาธิปไตยท้องถิ่น การเพิ่มอำนาจให้ระบบราชการ ศูนย์ดำรง (?) ธรรม งบประมาณ..เครื่องมือรวบอำนาจ โครงการประชารัฐ ด้วยความเมตตาจากรัฐ การวิ่งงบฯ เป็นต้น
ชวนอ่านเล่มนี้ เพื่อชวนคิด ว่าเราจะก้าวผ่านการเมืองใหม่ที่ย้อนยุคล้าหลังนี้กันอย่างไร
3.มหัศจรรย์กัญชา พืชแห่งอนาคต
ผู้เขียน: กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน
จากการ”ปลดล็อกกัญชา” กัญชง อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 65 ที่ผ่านมา ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของพืชกัญชา ได้แก่ ช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ไม่ว่าสดหรือแห้ง กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชาและยางกัญชา ไม่มีสถานะเป็นยาเสพติดอีกต่อไป และนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และดูแลสุขภาพกันอย่างกว้างขวาง
ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ขานรับด้วยการออกกฎหมายรองรับการปลดล็อก กัญชา กัญชง ให้สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้แล้ว ตามข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้
ทำให้ กัญชา-กัญชง กลายเป็น “พืชเศรษฐกิจอนาคตไกล” เนื้อหอมขึ้นมาทันที
แต่ปลดล็อกแล้ว ใช้แบบไหน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรเป็นโอกาส เป็นเรื่องต้องรู้ และต้องอัพเดตด้วย
กองบรรณาธิการมติชน รวบรวมทุกคำตอบไว้แล้ว พร้อม ชี้โอกาสสร้างเงิน สร้างอาชีพ สร้างธุรกิจจาก “ผลิตภัณฑ์กัญชา” ไว้ในหนังสือ “มหัศจรรย์กัญชา พืชแห่งอนาคต” เล่มนี้
อ่านง่าย อธิบายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่การแจกแจงสายพันธุ์ทั้งของไทยและต่างประเทศ ขั้นตอนการขออนุญาตปลูกกัญชา การเพาะต้นอ่อน การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว รวมถึงไอเดียในการแปรรูปกัญชาสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีการอธิบายข้อกำหนดกฎหมายไว้อย่างชัดเจน
และบทความพิเศษ “เปิดสมรภูมิสายเขียว เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์กับการผลิตสารออกฤทธิ์จากกัญชา” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อุ่นใจ เผยนวัตกรรมและสตาร์ทอัพสายดีปเทค (deep tech) ในมุมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก น่าตื่นเต้นมาก
ท้ายเล่มยังปักหมุดจุดปลูกกัญชาถูกกฎหมาย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ วิสาหกิจชุมชน และองค์กรอื่นๆ ที่บุกเบิกดำเนินการในเรื่องของกัญชงกัญชาไว้แล้วกว่า 100 หน่วยงาน ที่พร้อมให้คำแนะนำช่วยเหลือ
ถ้าอยากรู้เรื่องกัญชา กัญชง จบ ครบ แนะนำเล่มนี้เลย
4.ทหารของพระราชา กับการสร้างสำนึกแห่งศรัทธาและภักดี
ผู้เขียน: เทพ บุญตานนท์
เป็นงานเขียนเชิงวิพากษ์ที่ฉายภาพความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหา กษัตริย์และกองทัพไทยที่ถูกเน้นย้ำและปลูกฝังมาร่วม 100 ปี
เพื่อชวนเรามองย้อนไปดูความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 9 และชวนร่วมสังเกตความสำคัญของพิธีกรรมทางทหารและพระราชกรณียกิจทางทหารของพระมหากษัตริย์ต่อประเด็นการปลูกฝังความจงรักภักดี
หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนตั้งใจกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจประวัติศาสตร์ในฐานะเครื่องมือในการฝึกตั้งคำถามและหาเหตุผลในการตอบคำถาม
เปิดบทด้วยพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ภายใต้เครื่องแบบหลากสีตามสังกัด ในวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปีในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยสู่สายตาคนทั้งประเทศ พร้อมยิงคำถามว่า พิธีกรรรมและกิจกรรมทางทหารเหล่านี้มีส่วนส่งเสริมบทบาทและอำนาจนำของพระมหากษัตริย์อย่างไร?
จากนั้นค่อยๆ พาผู้อ่านย้อนมองกลับไปตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไล่เรียงผ่านเหตุการณ์กบฎบวรเดช สู่ยุคจอมพล ป.พบูลสงคราม ที่นับเป็นนายทหารนายแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์ และไปสิ้นสุดที่ปี พ.ศ. 2500 ซึ่งจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และกองทัพอีกครั้ง
ไล่เรียงเหตุการณ์พิธีกรรมทางทหารต่างๆ รวมถึงพระราชกรณียกิจทางทหาร จนนำไปสู่พระมหากษัตริย์ในฐานะจอมทัพของชาติตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492
เป็นหนังสือฉายภาพอดีตที่ทันยุคทันสมัยที่สุด ตอบโจทย์การเมืองไทยในยุคปัจจุบันอย่างแจ่มแจ้ง และให้คำตอบได้ว่าทำไมทหารจึงยังคงอยู่ในการเมือง
5.Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง
ผู้เขียน: Charles Montgomery
ผู้แปล: พินดา พิสิฐบุตร
มาอ่านเล่มนี้ตามผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธ์ พ่อเมืองกรุงเทพมหานครกันดีกว่า
Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง Happy City: Transforming Our Lives Through Urban Design หนังสือที่พาคุณไปถอดบทเรียนเมืองต้นแบบในหลายมุมของโลก เพื่อให้เห็นความหมายของคำว่า “พื้นที่แห่งความสุข”
มาเริ่มต้นรู้จักผู้เขียนกันก่อน ชาร์ลส์ มอนต์โกเมอรี เป็นชาวเมืองแวนคูเวอร์ บ้านเกิดของเขาติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกเป็นลำดับต้นๆ อาจทำให้เข้าเข้าใจว่าบรรยากาศของเมืองส่งผลต่อความสุขของผู้คนที่อาศัยอย่างไร
ชาร์ลส์มีความเชื่อว่าการออกแบบเมืองที่ดี ก็จะส่งผลดีกับสุขภาพ ความเป็นอยู่ และสภาพเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆ รวมถึง สภาพอารมณ์และความรู้สึกของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองด้วย
หลายตัวอย่างในหลายเมืองที่เขาเขียนถึง เริ่มจากการทดลอง เช่น ลองปิดถนน ลองปั่นจักรยาน ลองทำให้ถนนสายหลักมีสิ่งกีดขวางและรถวิ่งได้ช้าลง ลองเลิกคิดว่ามันเป็นได้แบบเดียว ลอง…ลอง…ลอง ฯลฯ
เขาเปิดด้วยเรื่องของนายยกเทศมนตรีแห่งความสุข “เอ็นริเก้ เปญโลซ่า” นายกเทศมนตรีที่ลงมือทดลองปั่นจักรยานไปทำงานในเมืองโบกาตา ที่ขึ้นชื่อเรื่องการลักพาตัวและการลอบสังหาร พร้อมป่าวประกาศว่า “เราอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือทำให้ทุกคคนรวยเหมือนคนนอเมริกัน แต่เราสามารถออกแบบเมืองที่ทำให้คนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เมืองที่ทำให้คนรู้สึกร่ำรวย เมืองที่ทำให้คนมีความสุขขึ้น”
ช่วงหนึ่งในชีวิตการเมืองเขาท้าทายชาวโบโกตาให้ร่วมการทดลองอย่างหนึ่ง คือ กำหนดให้มีวันปลอดรถยนต์ขึ้น เป้าหมายคนทำให้รถ 800,000 คัน จอดนิ่งให้ได้สัก 1 วัน แล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นเมื่อคนหลายแสนคนทำตามเปญาโลซ่า ด้วยการเลือกที่จะเดิน ปั่นจักรยาน หรือไถโรลเลอร์เบลดไปโรงเรียน หรือไปทำงาน เขาสามารถสร้างปรากฏการณ์ไม่มีคนเสียชีวิตบนท้องถนนจากอุบัติเหตุราจรในรอบ 4 ปีได้สำเร็จ
สะท้อนให้เห็นเลยว่าเมืองที่ดีออกแบบได้ด้วยความร่วมใจของผู้อาศัย
หนังสือเล่มนี้ อ่านแล้วอาจสร้างแรงบันดาลใจ และความฮึกเหิมให้คุณลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเมืองที่คุณอยู่ก็เป็นได้ ใครจะรู้
หนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ ถูกใจเล่มไหน หรือถูกใจทุกเล่ม ไปพบกันได้ที่ “บาวบุ๊ค” แผงหนังสือคู่ชุมชนในร้านสะดวกซื้อซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต ปัจจุบันมี 120 สาขาใน 23 จังหวัดทั่วไทย เพียงเพื่อให้มิตรรักนักอ่านให้เข้าถึงหนังสือดีของสำนักพิมพ์มติชน และเพื่อนสำนักพิมพ์พันธมิตรในราคาสบายกระเป๋าขึ้น ด้วยส่วนลดพื้นฐาน 20% ทุกปก…เรารอคุณอยู่นะมิตรสหายนักอ่านทุกท่าน