“กรพนัช-สมชาย” ผู้เชี่ยวชาญจีน ร่วมเสวนา “อั้งยี่” จีนเทาในไทยสมัยแรก ชี้เป็นการรวมตัวไม่ให้รัฐเอาเปรียบ

วันที่ 23ก.พ. 2566 “ศิลปวัฒนธรรม” ในเครือมติชน ร่วมกับสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา หัวข้อ “อั้งยี่ : ‘จีนเทา’ ในไทยสมัยแรก” ที่ห้องริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ โดยมี ผศ. ดร. กรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. และ สมชาย แซ่จิว ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน และผู้เขียนหนังสือ “พลิกสุสาน อ่านจิ๋นซี” (สำนักพิมพ์มติชน) เป็นวิทยากร

ในงานเสวนา วิทยากรทั้งสองยืนยันว่า คำว่า “อั้งยี่” ในไทย ยังมีความคลุมเครือเรื่องความหมายและที่มา ทราบเพียงเป็นคำที่ทางการไทยใช้เรียกกลุ่มชาวจีนที่รวมตัวกันเป็นสมาคมนอกกฎหมาย เป็นคำที่มีความหมาย “เชิงลบ” เพราะมีการบัญญัติคำ “อั้งยี่ซ่องโจร” ในกฎหมายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และปัจจุบันยังปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ที่ระบุลักษณะและกำหนดระวางโทษอย่างชัดเจนด้วย

ผศ. ดร.กรพนัช เผยว่า ในประเทศจีนมีวรรณกรรมและงานศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการรวมตัวหรือรวมกลุ่มกันในรูปแบบของสมาคมคล้าย “อั้งยี่” โดยเป็นกลุ่มคนที่รวบรวมสมัครพรรคพวก มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการกดขี่จากทางการจีนในสมัยราชวงศ์ชิง เริ่มจากการรวมตัวของประชาชนในภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงหรือภูเขา ชื่อว่าสมาคม “หงเหมิน” หรือพรรคฟ้าดิน ทั้งมีส่วนเชื่อมโยงกับราชวงศ์หมิงของชาวจีนฮั่น

อั้งยี่ดังกล่าวในจีน มีอุดมการณ์หลักๆ 2 ประการ คือ รวมพลังเพื่อต่อต้านผู้ปกครองต่างชาติอย่างราชวงศ์ชิงที่เป็นชาว “แมนจู” และเพื่อต่อต้านการกดขี่ข่มเหงโดยรัฐหรือทางการ ทั้งนี้ การมีอยู่ของสมาคมลับเหล่านี้ในสมัยราชวงศ์ชิง ยังถูกนักปฏิวัติจีนอย่าง “ซุน ยัตเซ็น” ใช้ประโยชน์ในการต่อต้านและโค่นล้มราชวงศ์ชิงด้วย

ด้านสมชายกล่าวถึงพิธีกรรมเพื่อหลอมรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิกสมาคมลับว่า ทำให้สมาชิกสมาคมลับ “ตายแล้วเกิดใหม่” คือเกิดมาเป็นพี่น้อง มีการกรีดเลือด-ดื่มเลือดร่วมสาบาน เหมือน “การสาบานในสวนท้อ” ของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ในวรรณกรรมสามก๊ก การกรีดเลือดอยู่ในวัฒนธรรมจีนมานานแล้ว จึงมีคำว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ซึ่งที่จริงเลือดในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเลือดคนร่วมพิธี อาจเป็นสัตว์ก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเลือดไก่

ส่วนการรวมตัวของสมาคมชาวจีนในไทย สมชายอธิบายว่า ปรากฏระยะแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยคำว่า “ตั้วเหี่ย” ส่วนคำว่า “อั้งยี่” มีขึ้นภายหลัง คือช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นสมาคมที่ต่อต้านอำนาจรัฐอย่างเปิดเผย เป็นที่มาของคำว่า “อั้งยี่ซ่องโจร” ส่วนสาเหตุของการก่อตั้งก็คล้ายคลึงกับฝั่งจีน คือ ไม่ได้รวมตัวเพื่อมาเป็น “โจร” หรือก่อการที่เป็นภัยต่อรัฐ แต่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้อง ไม่ให้อำนาจรัฐเอารัดเอาเปรียบ สมาคมรูปแบบดังกล่าวปรากฏอยู่ทั่วทุกพื้นที่ที่มีชุมชนชาวจีน และสรุปว่า “ที่ไหนมีกุลีจีน ที่นั่นมีสมาคมลับ”

ติดตามเนื้อหาสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา หัวข้อ “อั้งยี่ : ‘จีนเทา’ ในไทยสมัยแรก” ฉบับเต็มได้ที่ www.silpa-mag.com

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน