มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ผนึกกำลังภาคี เดินหน้าปลูกป่าเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ หนุนเศรษฐกิจไทยลดโลกร้อน

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์ กล่าวในเวทีเสวนา Mae Fah Luang Sustainability Forum 2024 หัวข้อ “ปลูกป่า ปลูกคน:ทางเลือก ทางรอด”ว่า การรักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซนเซียส ตามข้อตกลงปารีส

ซึ่งไทยไปลงนามนั้นมีผลทำให้ไทยต้องเพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 120 ล้านตันคาร์บอนภายในปี2580 ซึ่งตลอด 36 ปีของการพัฒนาดอยตุงด้วยตำราแม่ฟ้าหลวงส่งผลให้พื้นที่ดอยตุงสามารถฟื้นฟูป่าได้ 90,000 ไร่ สร้างอาชีพที่ดีให้ชุมชนและได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก(อบก.)กว่า 419,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

” มูลนิธิฯได้นำตำราแม่ฟ้าหลวงขยายผลไปสู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กับป่าชุมชนภายใต้การร่วมมือภาคีเครือข่ายรัฐและเอกชน25องค์กร ร่วมกับ281ชุมชน ที่ผ่านมาโครงการระยะที่ 1-4 ปี 2564-67 ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนกว่า 258,186ไร่ เป้าหมายให้ครบ1 ล้านไร่ภายในปี2570 จากพื้นที่ป่าชุมชนทั้งหมด 6.8ล้านไร่ ดังนั้นในระยะที่ 5 ปี 68 จึงตั้งเป้าขยายพื้นที่ประมาณ 1.5 แสนไร่ถึง 3 แสนไร่

นอกจากนั้นจะขยายพื้นที่โครงการเข้าสู่ป่าชุมชนในพื้นที่ราบเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นPM 2.5 และลดการเกิดไฟป่า ซึ่งพบว่าการเกิดไฟป่าในป่าชุมชนที่เข้าโครงการลดลงจากเฉลี่ย 22% เหลือเพียง 0.86% การส่งเสริมการผลิตถ่านไบโอชาร์ในเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เช่น ฟางข้าว ซังและต้นข้าวโพด การบริหารจัดการขยะในพื้นที่ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นด้วยตำราแม่ฟ้าหลวงที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ดอยตุง และการตั้งหน่วยธุรกิจใหม่เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทและองค์กรต่างๆในการบริหารคาร์บอนเครดิต

ร่วมถึงการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตใหม่ที่ต้องเพิ่มเรื่องการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์เข้าไปด้วยดังนั้นป่าที่จะยั่งยืนได้ต้องพัฒนาที่การปลูกจิตสำนึกคนและชุมชน โดยมูลนิธิฯจะช่วยพัฒนาศูนย์เรียนรู้อยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้นโดยมีคนในชุมชนเป็นแกนกลาง ทั้งนี้ย้ำว่าการสร้างความยั่งยืนการจัดการก๊าซเรือกระจกคือการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยเพื่อให้เกิดการจัดการคาร์บอนได้จริง ป้องกันการฟอกเขียวที่เอาตัวเลขมาเคลมแต่ขาดการจัดการหรือปลูกป่าจริง”เลขาธิการมูลนิธิฯกล่าว

ทั้งนี้ในการเสวนาภาคีเครือข่ายหัวข้อ”ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ:จากทางเลือกสู่ทางรอด จากตัวแทนภาคเอกชน นางต้องใจ ธนะชานนท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและตระหนักถึงปัญหาน้ำทะเลที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจกระทบกับคุณภาพน้ำ บริษัทต้องวางแผนรองรับความมั่นคงของแหล่งน้ำเพื่อรับมือกับธุรกิจ เช่น การประเมินความเสี่ยงของแหล่งน้ำในพื้นที่การผลิตทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับชุมชนและมูลนิธิอุทกพัฒน์ รวมถึงแผนการคืนน้ำให้แหล่งผลิตให้ได้ครบจำนวนในปี 2040 การรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ การรับคืนขวดแก้ว100%ภายในปี 2025 การสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภคกับสินค้าต่อบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เป็นต้น

นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้ทำโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งอุตสาหกรรมในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร(CCS)ที่โครงการแหล่งอาทิตย์ ภายในปี67นี้ การทำโครงการ Ocean for Life เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล การส่งเสริมการปลูกป่าชายเลน การสร้างงานให้ชุมชนเป็นต้น

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจWealthและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมีการให้บริการพิเศษทางการเงินกับบริษัทและธุรกิจที่มีเป้าหมายลดโลกร้อนเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในทุกมิติโดยวางเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อปี 2023-25ไว้ที่ 150,000 ล้านบาท ปัจจุบันให้สินเชื่อแล้ว 1.1 แสนล้านบาท และจะไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นางสุมลรัตน์ ทวีกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนองค์กร บริษัทยูนิชาร์ม(ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า บริษัทลดการใช้วัตถุดิบจากต้นไม้ พลาสติก และเพิ่มการรีไซเคิลสินค้าของบริษัทผ่านโครงการส่งคืนพลาสติกกลับบ้าน ที่จะร่วมกับเครือข่ายตั้งจุดรับคืนพาสติกบรรจุภัณฑ์ และการรีไซเคิลผ้าอ้อมเด็กกลับมาเป็นสินค้าใหม่ หรือการใช้สมุนไพรผลิตเป็นสินค้าเช่นผ้าอ้อมกันยุงจากสารสกัดตะไคร้เป็นต้น

นางปราณี ราชคมณ์ ประธานเครือข่ายป่าชุมชน อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งมีพื้นที่ป่าชุมชน 500 ไร่ เข้าโครงการจัดการคาร์บอนฯกับมูลนิธิฯระบุว่าทำให้เกิดความสมบูรณ์ป่าและน้ำกลับมา ไม่มีการเผาป่าทำให้เกิดเห็ดโค่นเป็นอาหารและสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 5 เดือน แต่หากเผาป่าได้เห็ดเผาะกินเพียงเดือนเดียวแต่เสียหายหลายอย่าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน