’เพิ่มพูน‘ ชวนภาคเอกชน ร่วมพัฒนาการศึกษา ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เผยปี 2024 ไทยมีความสามารถทางการแข่งขัน อยู่อันดับ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ
วันที่ 16 ธ.ค.2567 ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Executive Forum for Fostering Excellence in Education) โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงและบุคคลากรทางการศึกษา พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน เข้าร่วมด้วย
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษ นโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า หากพิจารณาผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development)
พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษาต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน ในการพัฒนาการศึกษา เมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ดังนั้น จะเห็นว่า ศธ.ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการ เพิ่มมากขึ้น และจะเห็นว่า เมื่อเราทำงานร่วมกัน ทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลง
”ผมมีนโยบาย คือ เรียนดีมีความสุข โดยเริ่มต้นว่า ทำอะไรต้องมีความสุขก่อน และสร้างการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง กว่า 1 ปีที่ตนทำงานมา ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และเมื่อลดภาระ ความสุขจะมาตามมา
อย่างไรก็ตาม การเรียนดี คือ ให้เด็กรู้ในสิ่งที่ควรรู้ รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ ฉลาดคิด มีเหตุมีผล มีตรรกะในการใช้ชีวิต หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนที่นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ “ พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า
ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก
โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ
“ที่ผ่าน ศธ.ดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษา เช่น การยกระดับคุณภาพการบริการจัดการข้าราชการครู ปรับการบริหารงานให้มีความเชื่อมั่น ทันสมัย และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้เปลี่ยนแปลง 13 ระบบย่อย ตั้งแต่คนรับเข้ามาเป็นครู จนถึงระบบวิทยฐานะ ดังนั้น ขอให้ภาคเอกชนมั่นใจในการพลิกโฉมการบริหารงานบุคคลของ ศธ. เชื่อว่าการประชุมวันนี้จะได้ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาการศึกษาต่อไป“รศ.ดร.ประวิต กล่าว
นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ปรับเปลี่ยนดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการศธ. คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ การจัดการเรียนการสอนของครู
เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครูด้วย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต
เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป และเน้นย้ำจัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ
ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีทักษะที่หลากหลาย นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI , การต่างประเทศ ดังนั้น อาจต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย