ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลอย่างไม่หยุดนิ่งในยุคดิจิทัล หนึ่งในคำถามสำคัญที่คนในสังคมควรถามคือ ‘เราควรมีสื่อแบบไหน’ เพราะสื่อไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางถ่ายทอดเรื่องราว แต่ยังเป็นตัวกำหนดวิธีคิด วิสัยทัศน์ และทิศทางของสังคมโดยรวม ในบริบทนี้ ‘สื่อสาธารณะ’ จึงเป็นมากกว่าสื่อทั่วไป เพราะมีพันธกิจในการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ขึ้นกับทุนธุรกิจหรืออำนาจรัฐ แต่ยึดโยงกับประชาชน

ภายใต้แนวคิดนี้ ไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ยืนหยัดในบทบาทนั้นมากว่า 17 ปี และยังคงยืนยันพันธกิจในการเป็นพื้นที่กลางของสังคมที่เสียงของทุกคนควรได้รับการรับฟัง ไม่เว้นแม้แต่ในการตัดสินใจครั้งสำคัญอย่างการคัดเลือก ผู้อำนวยการคนใหม่ของ ส.ส.ท. (องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย)

นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดงาน ‘เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท.’ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาควิชาการ เครือข่ายภาคประชาสังคม สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ผู้ผลิตอิสระ ผู้ผลิตภาคพลเมือง และประชาชนทั่วไป ที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการสรรหา ครอบคลุม 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ทิศทางของไทยพีบีเอสในภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลง และ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ทุกวันนี้สังคมตั้งคำถามว่า สื่อสาธารณะยังจำเป็นที่จะมีอยู่ต่อไปหรือไม่ แต่ท่ามกลางในยุคที่ภูมิทัศน์สื่อใหม่ที่มีสื่อหลากหลายใครๆ ก็เป็นสื่อได้ เป็นข้อที่แสดงให้เห็นแล้วว่าสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส ยังมีความสำคัญด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวที่รอบด้าน สมดุล ทำงานอย่างมืออาชีพ

“การเปิดเวทีครั้งนี้สะท้อนสปิริตของสื่อสาธารณะ ในการสร้างการมีส่วนร่วมให้รู้สึกว่า ไทยพีบีเอสเป็นของสาธารณะอย่างแท้จริง เริ่มจากกระบวนการสรรหามีความโปร่งใส และจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ ที่มีการถ่ายทอดสดเป็นครั้งแรก การรับฟังความเห็นครั้งนี้ถือว่าได้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผู้สมัคร ผอ.ส.ส.ท. ทั้ง 23 คน น่าจะได้รับฟังและต้องตอบคำถามเหล่านี้เช่นกัน”

เสียงสะท้อนประชาชน ไทยพีบีเอสต้องเร่งเครื่อง ขึ้นแท่นผู้นำสื่อ

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์

สำหรับบรรยากาศในงาน มีเสียงสะท้อนจากบุคคลหลากหลายวงการ อาทิ ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อ ชี้ว่า ไทยพีบีเอสต้องเป็นผู้นำในวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่จะสิ้นสุดอายุใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ในปี 2572 ขณะเดียวกันไทยพีบีเอส จะต้องสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งในการให้เช่าบริการโครงข่าย จึงต้องมีแผนการรองรับ และเป็นเรือธงนำในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีตัวอย่างจาก BBC ของอังกฤษเป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญ ที่ผู้อำนวยการออกมาประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าจะมีทิศทางดำเนินงานอย่างไร หากในประเทศไม่มี broadcast นี้อีกต่อไปแล้ว

“ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นชัดเจน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพราะไทยพีบีเอส ถือว่ามีความพร้อม ที่จะนำพาอุตสาหกรรมสื่อไปให้ได้ ดังนั้น ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ต้องเป็นผู้กล้าในการปรับเปลี่ยนให้อุตสาหกรรมไปได้ ร่วมกับสื่ออื่นๆ เผชิญปัญหาไปด้วยกัน” ดร.สิขเรศ ให้ความเห็น

โจทย์ใหญ่ ผอ.ใหม่ กับภารกิจเปลี่ยนสื่อเพื่อสังคม

รศ.มัทนา เจริญวงศ์

รศ.มัทนา เจริญวงศ์

ในอีกมุมหนึ่ง รศ.มัทนา เจริญวงศ์ จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ที่ร่วมงานกับไทยพีบีเอสมาตลอด 17 ปี ตั้งแต่บทบาทนักข่าวพลเมือง มองว่า วันนี้วงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อท้องถิ่น ไม่ได้เผชิญความท้าทายจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากอำนาจทุนและการเมือง ซึ่งส่งผลให้การไหลเวียนของข้อมูลในชุมชนไม่เท่าเทียมกัน

เธอเสนอว่า ไทยพีบีเอสควรเร่งกระจายศูนย์กลางการผลิตสื่อ (decentralize content production) ไปยังระดับพื้นที่ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายสื่อท้องถิ่น และเปิดพื้นที่ให้ ‘ผู้เล่นใหม่’ จากชุมชนได้มีบทบาทในการสื่อสาร นอกจากนี้ยังเชื่อว่าไทยพีบีเอสควรยืนหยัดเป็นผู้นำด้านสื่อเชิงสืบสวนสอบสวน (Investigative Journalism) เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสทำได้ดีในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้เล่าเรื่องของตัวเอง แต่ความท้าทายสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม และมองหาผู้เล่นใหม่ๆ ในพื้นที่ เพื่ออุดช่องว่างและเสริมพลังการสื่อสารให้เข้มแข็งขึ้น” รศ.มัทนา กล่าวอย่างมุ่งมั่น

เช่นเดียวกับข้อเสนอจาก รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า หน้าที่ของไทยพีบีเอส ไม่ใช่แค่รายงานข่าวแต่ควรเป็นสถาบันสื่อสารที่มีการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่นโยบายสาธารณะ ขณะที่คุณลักษณะของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ควรมีความชัดเจนในเรื่องจริยธรรม ควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ

รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์

รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์

ผอ.ใหม่ต้องกล้า นำองค์กรฝ่าคลื่นสื่อยุคใหม่

เมื่อรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากทุกฝ่ายแล้ว ดร.สมเกียรติ ได้สรุปสาระสำคัญที่สะท้อนเสียงของสังคมว่า สิ่งที่ผู้คนคาดหวังอย่างยิ่งคือการได้เห็นผู้อำนวยการคนใหม่ที่มีความสามารถในการนำองค์กรฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อสมัยใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของไทยพีบีเอส ที่สำคัญคือต้องเป็นผู้นำที่อิสระ กล้าหาญ และยืนหยัดในความเป็นสื่อสาธารณะ เปิดทางให้ทีมงานทำงานอย่างเสรีและมีความหมาย

“ครั้งนี้คณะกรรมการสรรหายังได้ย้ำถึงความพยายามสร้างกระบวนการที่ ‘เปิดกว้างที่สุด’ เท่าที่เคยมีมา ด้วยการเปิดรับเสียงจากทุกภาคส่วน และจัดการถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 หรือ 12 พฤษภาคม 2568 กระบวนการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้สังคมได้มีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ตลอดเส้นทาง โดยรอบนี้มีผู้สมัครมากถึง 23 คน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการเปิดกว้างกำลังเดินมาถูกทาง” ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ไทยพีบีเอสได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ทั้ง 6 คนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้งหมดผ่านเข้าสู่รอบแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องคอนเวนชันฮอลล์ ชั้น 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส พร้อมถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ของไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมรับฟัง ร่วมลุ้น และร่วมกำหนดอนาคตของผู้อำนวยการคนใหม่ ผู้ที่จะเป็นหัวเรือสำคัญในการพาสื่อสาธารณะไทยเดินหน้าอย่างมีพลัง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน