ประเสริฐ รองนายกฯ เปิดประชุมวิชาการ เร่งขับเคลื่อนนโยบาย ‘3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม’ แก้วิกฤตเด็กปฐมวัย ‘ติดจอ’
วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่นกรุงเทพฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีรมว.ดิจิทัลฯ และประธานกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 4 พ.ศ. 2568 โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เรื่องการขับเคลื่อนและพัฒนาเด็กปฐมวัย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม : The Better Change for All Kids”
ซึ่งมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ นายฉัตรินจันทร์หอม รองเลขาธิการนายกฯ ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรมต.สำนักนายกฯ นายวิสาร เตชะธีวัฒน์ กรรมการผู้ช่วยรมต.มหาดไทย นางคยองซอน คิม ผอ.องค์การยูนิเซฟประเทศไทย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องของเด็กคือเรื่องอนาคตประเทศ ตนเชื่อว่าการประชุมในวันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อไป ด้วยยังเชื่อเสมอว่าการศึกษาเป็นรากฐานการพัฒนาของประเทศ หากทำได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจะทำให้ประเทศแข็งแรง ทว่าเมื่อปี 63-64 ที่ผ่านมาโควิด-19 ทำทุกอย่างชะงัก สภาพสังคมเศรษฐกิจเปลี่ยน กระทบครอบครัว รายได้การดำรงชีวิตและสังคม
ขณะเดียวกันมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นคือ”เทคโนโลยี” ที่เข้ามาอำนวยความสะดวก ประหยัดค่าใช้จ่ายแต่เมื่อพ่อแม่ต้องไปหางานทำ หารายได้เพิ่ม ทำให้เด็กบางส่วนขาดการดูแลอย่างมีคุณภาพ หันไปเสพสื่อผ่านจอมากขึ้น ซึ่งเด็กอายุไม่ถึง 2 ขวบไม่ควรดูจอแต่ปัจจุบันยิ่งอายุน้อยยิ่งดูจอเพิ่มขึ้น เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ประกอบกับยังมีเรื่องของ AI ที่สร้างข่าวปลอม วิดีโอปลอมเพิ่มมากขึ้น น่าเป็นห่วงเด็กๆ ที่จะได้รับชม ทางดีอีจึงเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อควบคุมดูแลเรื่องนี้
ซึ่งล่าสุดจัดการปิดข่าวปลอมไปแล้ว 1.1 พันล้านข่าวปลอม ท่านนายกฯ แพทองธาร เองก็พูดอยู่เสมอว่า “เรื่องของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ หากพัฒนาได้ตั้งแต่ปฐมวัย จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ ”
ด้าน รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ไม่ว่าจะด้วยสังคมเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเสพสื่อหน้าจอหรือผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลลูกถือเป็นวิกฤต การที่จะแก้ปัญหาต้องมองทั้งระบบจึงเป็นที่มาของนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ที่เป็น “วาระแห่งชาติ”
ซึ่ง สกศ.จะขับเคลื่อนใน 2 มิติควบคู่กัน เพื่อให้นโยบายนี้ไปถึงผู้ปกครองได้เร็วที่สุด ประกอบด้วย มิติที่ 1 นโยบายระดับชาติ ออกมาตรการต่างๆ เช่น ควบคุมการใช้หน้าจอของเด็กรวมถึงสื่อสารองค์ความรู้ “เร่ง” สร้างความเข้าใจพ่อแม่ให้เห็นถึงความสำคัญในการดูแลบุตรหลาน
มิติที่ 2 คือระดับพื้นที่โดยการสร้างโมเดลหรือการจัดฝึกอบรม ร่วมกับอปท.ที่ต้องดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งจะมีผู้ว่าฯ เป็นประธาน และศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการ “เรื่อง ‘ลด’ แน่นอนคือลดหน้าจอเด็กๆ ต้องมีมาตรการเข้าไปควบคุม ส่วนเรื่อง ‘เพิ่ม’ คือจะทำยังไงให้พ่อแม่มีเวลาที่จะให้ความสำคัญหรือดูแลเด็กมากขึ้น ต้องเป็นการส่งเสริมทั้งระบบเพื่อให้เด็กที่เกิดมาพัฒนาขึ้น เพราะตอนนี้เด็กเกิดใหม่น้อยลงจากเดิมที่เกิดเป็นล้านคนต่อปี ตอนนี้เหลือไม่ถึง 5 แสน จึงต้องมีวิธีในการดูแลเด็กให้เขาเติบโตอย่างสมบูรณ์” เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวสำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม
เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต ประกอบด้วย “3 เร่ง” คือ1.เร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก ชุมชนและสังคม 2.เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 3.เร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และกลไกระดับพื้นที่ใกล้ตัวเด็ก “3 ลด” คือ 1.ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง งดใช้ก่อนวัย 2 ขวบ 2.ลดความเครียด คืนความสุขแก่เด็กปฐมวัย 3.ลดการใช้ความรุนแรงกับเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และ “3 เพิ่ม” คือ 1.เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ผ่านการเล่นที่หลากหลาย เช่นดนตรี กีฬา การออกกำลังกาย งานบ้าน งานครัว และงานสวน2.เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานกับเด็กสม่ำเสมอ 3.เพิ่มความรักความใส่ใจ และเวลาคุณภาพของครอบครัว



