วันจันทร์ที่ 5 ม.ค.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 132 ปี ชาตกาล “หลวงปู่บุดดา ถาวโร” วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี พระเถระชื่อดัง ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธา
มีนามว่า “มุกดา” หรือ “บุดดา” นามสกุล “มงคลทอง” เกิดในหมู่บ้านหนองเต่า ต.พุคา อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ตรงกับวันที่ 5 ม.ค.2437
สมัยเด็กไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้าน จนเติบใหญ่จึงเป็นที่พึ่งพาช่วยบิดามารดาทำนาเลี้ยงชีพ
กระทั่งเข้าวัยเกณฑ์ทหาร ถูกคัดเลือกเข้าสังกัดกองทัพบก จึงมีโอกาสฝึกเขียนอ่านหนังสือ พอมีความรู้
หลังพ้นราชการทหาร ช่วยครอบครัวทำงาน จนอายุได้ 28 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดเนินยาว อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี โดยมีพระครูธรรมขันธ์สุนทร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูเรือง และเจ้าอธิการไพล เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “ถาวโร”

หลวงปู่บุดดา กล่าวเสมอว่าถือพระอุปัชฌาย์ และพระสงฆ์ 25 รูป เป็นครูบาอาจารย์อุปัชฌาย์ทุกรูปท่านสอนปัญจกัมมัฏฐานให้แล้วในวันอุปสมบท คือ เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาเรียงไปตามลำดับและย้อนกลับ จนเห็นชัดเจน
สมัยนั้นการศึกษาพระปริยัติธรรมบาลียังไม่แพร่หลาย อาศัยการหัดอ่าน ท่องบทสวดมนต์ ทำวัตรเช้า-เย็นอยู่ภายในวัด รวมทั้งได้รับการสอนกัมมัฏฐานเบื้องต้นจากพระอุปัชฌาย์
ด้วยจิตที่มุ่งมั่นแสวงหาโมกขธรรม เพียงพรรษาแรกออกจาริกธุดงค์ไปตามภาคต่างๆ ข้ามฝั่งไทยไปสู่ประเทศลาวอย่างกล้าหาญชาญชัย เป็นการธุดงค์เดี่ยว ไม่มีครูผู้ชี้แนะ มีแต่ร่มเก่า บาตรหนึ่งใบ และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเท่านั้น
แต่ละเส้นทางธุดงค์ได้พบปะสหธรรมิกหลายรูป ทั้งพระกัมมัฏฐานที่เก่งในทางปฏิบัติ พระเกจิเรืองวิทยาคม และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, พระสุพรหมยาน วัดพระพุทธบาทตากผ้า, หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย, หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ, หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ฯลฯ
วัดต่างๆ ที่ท่านไปจำพรรษา ประกอบด้วย จ.เพชรบุรี 20 พรรษา, จ.ลพบุรี 14 พรรษา, กรุงเทพฯ 8 พรรษา, จ.ระยอง 7 พรรษา, จ.ชัยนาท 4 พรรษา
ยังไม่นับวัดที่จำพรรษาระยะสั้นๆ อาทิ วัดหนองหลวง จ.นครสวรรค์, วัดเนรัญชรา จ.เพชรบุรี, วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, วัดเหนือสน จ.ราชบุรี เป็นต้น
กระทั่งอายุ 80 ปี จึงยุติการธุดงค์ ด้วยสังขารไม่เอื้ออำนวย ก่อนมาจำพรรษาที่วัดกลางชูศรีเจริญ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นวัดสุดท้าย กว่า 40 ปี
ปฏิปทาจริยวัตรเคร่งครัดในระเบียบวินัยสงฆ์ ถือครองผ้าสามผืนเป็นวัตร บิณฑบาตและถวายสังฆทานทุกวัน ฉันเพียงมื้อเดียววันเว้นวัน และฉันเฉพาะในบาตร
สิ่งที่ไม่เคยขาด คือ หาโอกาสพิจารณากัมมัฏฐาน 5 ตามอุบายที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน พร้อมเร่งทำความเพียร ด้วยความมานะอดทนเป็นเลิศ
ไม่เคยสอนให้ชาวบ้านงมงายในวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง แต่มีวิธีอบรมใจตัวเองได้อย่างแยบคาย แม้ในยามเผชิญอยู่กับภยันตรายเฉพาะหน้า ท่านก็จะยกสิ่งที่เผชิญอยู่นั้นเป็นอุบายในการอบรมจิตใจตนเสมอ
เวลากว่า 40 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา อบรมจิตใจจนสามารถแยกแยะ กำหนด และตัดสังโยชน์ได้อย่างเป็นขั้นตอน
เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2536 ร่วมพิธีทำบุญ 100 วัน พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี) ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หลังกลับถึงวัดกลางชูศรีเจริญสุข เวลาประมาณ 01.00 น. มีอาการป่วยกะทันหัน พระครูโสภณจารุวัฒน์ (พระอาจารย์มหาทอง) จึงได้นำส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรี นพ.วิศิษฐ์ ถนัดสร้าง นำเข้าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่โรงพยาบาล พบว่าสมองด้านซ้ายฝ่อเส้นโลหิตอุดตัน และปอดอักเสบ หลวงปู่หอบเพราะเสมหะตกค้างในปอดมาก แพทย์ตัดสินใจใส่ท่อช่วยหายใจทางปาก
วันที่ 9 ก.พ.2536 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับหลวงปู่เข้าเป็นคนไข้พระราชูปถัมภ์ คณะแพทย์สิงห์บุรี จึงนำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลศิริราช ที่ห้องไอซียู
อาพาธหนัก คณะศิษย์นิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ประกอบพิธีนั่งกัมมัฏฐานช่วยต่ออายุให้หายจากอาการอาพาธ แต่มิอาจฝืนสังขาร
มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันพุธที่ 12 ม.ค.2537 สิริอายุ 100 ปี พรรษา 72