วันเสาร์ที่ 24 ม.ค.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 79 ปี ชาตกาล “พระธรรมวิมลโมลี” (รุ่น ธีรปัญโญ) อดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่ง วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะชาวภาคใต้ เนื่องด้วยภูมิลำเนาเดิมของท่านเป็นคนใต้
ทำงานถวายพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) อดีตเจ้าอาวาสอย่างแข็งขัน เอาใจใส่ทั้งในด้านการศึกษา การเผยแผ่ และสาธารณูปการ
มีนามเดิมว่า รุ่น รักษ์วงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2490 ที่บ้านลำภายดิน ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง ครอบครัวมีฐานะปานกลาง ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2510 ณ วัดธาราสถิตย์ (วัดเต่า) ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง
เดินทางไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ณ วัดกุฏิยาราม (วัดกุฏินอก) ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกุฏิยารามและรองเจ้าอาวาสวัดกุฏิยาราม ตามลำดับ
หลังจากนั้น เข้าศึกษาต่อที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ณ วัดกะพังสุรินทร์ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ก่อนที่จะกราบลาสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ (สงัด ปัญญาวุโธ) เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ และเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ขออนุญาตเดินทางไปศึกษาหาความรู้ชั้นสูงต่อที่กรุงเทพฯ
เข้าพำนักอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม
จากนั้นตัดสินใจเดินทางขึ้นภาคเหนือ พำนักอยู่ที่วัดคลองโพธิ์ ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เพื่อไปพัฒนาสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี
หลังจากได้ช่วยขยายขอบเขตด้านการศึกษาให้คณะสงฆ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ระยะหนึ่ง จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่ สำนักเรียนพระปริยัติธรรม วัดคลองโพธิ์
จากนั้น เดินทางกลับมาอยู่วัดอรุณราชวรารามอีกครั้ง
ต่อมาไม่นาน ต้องย้ายไปอยู่พำนักที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อช่วยก่อตั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ทั้งนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ที่ขอตัวมาเพื่อพัฒนางานของคณะสงฆ์ในด้านการศึกษา เนื่องจากไม่เคยมีสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลีขึ้นมาก่อนในจังหวัดนนทบุรี
ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2527 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระเมธีวราภรณ์ พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวิสุทธิโมลี พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพปริยัติเมธี
พ.ศ.2552 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวิมลโมลี
ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ทั้งในระดับภาคและในระดับประเทศ ให้เข้ามาช่วยงานด้านพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น จนได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการ แม้กระทั่งการเข้าไปแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับงานด้านการปกครอง ท่านจะยึดถือในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ยึดถือในสิ่งที่ถูกใจ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอเรื่องใดขึ้นมา
หากพิจารณาแล้วเป็นสิ่งที่เหมาะสมและเป็นงานที่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบ ท่านพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยไม่รังเกียจ หรือแบ่งแยกชั้นวรรณะ
ส่วนงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านจะมุ่งเน้นควบคู่กันไปกับงานพระธรรมทูตและงานการศึกษา โดยจะไม่ยึดติดกับเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือวัตถุนิยมแต่อย่างใด
อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าคุณรุ่น ได้พัฒนาในช่วงตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา คือ วัดวาอารามในละแวกบ้านเกิดของท่าน พื้นที่ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง นอกเหนือไปจากวัดธาราสถิตย์ (วัดเต่า) ซึ่งเป็นวัดที่ท่านได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ยังรวมไปถึงวัดอื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่น วัดทุ่งยาว วัดเขาเจียก โดยเน้นเรื่องของการศึกษาเป็นสำคัญ
ต่อมา วันที่ 2 ก.พ.2556 พระธรรมวิมลโมลี เข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ที่โรงพยาบาลชลประทาน แต่อาการไม่ดีขึ้น ก่อนย้ายไปรักษายังโรงพยาบาลศิริราช
กระทั่งเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2556 มรณภาพอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริอายุ 66 ปี พรรษา 46