แม้จะเป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ ความมุ่งมั่นและจิตศรัทธาของสาธุชนที่ร่วมแรงร่วมใจ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังแรงกาย นานถึง 16 ปี จนสามารถสร้างได้สำเร็จสมความตั้งใจ …

“พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” หรือที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อใหญ่” จึงเป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งองค์สำคัญที่เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวเมืองอ่างทอง และเหนืออื่นใดต้องยกกุศลจิตนี้ถวายแด่ พระครูวิบูลอาจารคุณ หรือ หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ อดีตเจ้าอาวาสรูปแรก ผู้บุกเบิกบูรณะวัดร้างจนเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง และเป็นผู้ริเริ่มสร้างหลวงพ่อใหญ่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ความยิ่งใหญ่ของวัดและพระบวรพุทธศาสนาอย่างเต็มภาคภูมิ
วัดม่วง ตั้งอยู่ที่บ้านหัวตะพาน ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เดิมเป็นวัดร้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งในสมัยนั้น เมืองนี้นับเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงแก่พม่าในปี พ.ศ.2310 พม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูปไปเป็นจำนวนมาก สิ่งที่หลงเหลือ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอารามและพระพุทธรูปที่อยู่บนเนิน มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมเป็นจำนวนมาก

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2525 พระครูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ) ได้ธุดงค์มาปักกลด ณ บริเวณดังกล่าว ด้วยเห็นว่าเงียบสงบเหมาะแก่การเจริญกรรมฐาน คราหนึ่งขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้นิมิตเห็น ‘หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่แดง’ บอกให้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงขึ้นมาใหม่ เพราะท่านเป็นผู้มีบารมี สามารถจะก่อสร้างและบูรณะวัดม่วงได้ นอกจากนี้ ผู้ที่เคยอาศัยในสมัยก่อนได้มาเกิดและจะมาช่วยท่านแล้ว เมื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ได้พบศิลาขาวและศิลาแดงปรากฏอยู่
ต่อมาจึงได้ปั้นองค์พระครอบศิลาขาวและศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า “หลวงปู่ขาว” และ “หลวงปู่แดง” เพื่อสาธุชนได้เคารพสักการะสืบมาถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2526 พระครูวิบูลอาจารคุณ เริ่มบูรณะและสร้างเสนาสนะต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้มีจิตศรัทธาและชาวบ้านในละแวกนั้น ร่วมกันบริจาคปัจจัยและร่วมแรงในการดำเนินงาน จนวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2527 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ประกาศยกฐานะ “วัดม่วง” ซึ่งเคยเป็นวัดร้าง ให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา และแต่งตั้งพระครูวิบูลอาจารคุณ เป็นเจ้าอาวาส ในวันที่ 24 ตุลาคม 2527
วันที่ 12 กันยายน 2529 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานวิสุงคามสีมา สร้างความปลื้มปีติแก่ชาวบ้านหัวตะพานและละแวกใกล้เคียงยิ่ง

พ.ศ.2534 พระครูวิบูลอาจารคุณได้ร่วมพลังจิตอธิษฐานร่วมกับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาอีกครั้ง เพื่อสมทบทุนสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระบวรพุทธศาสนา ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2534 โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุวรรณาราม กทม. เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระครูวิบูลอาจารคุณ เป็นประธานฝ่ายดำเนินการก่อสร้างและจัดหาทุน จากนั้นทำพิธีตอกลงเข็มเสาเอกเริ่มการก่อสร้างวันที่ 2 พฤษภาคม 2534
พระครูวิบูลอาจารคุณใส่ใจกำกับดูแลทุกขั้นตอนการก่อสร้างด้วยตนเองมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี ด้วยการตรากตรำงานหนักจึงเกิดอาการอาพาธ และมรณภาพด้วยโรคมะเร็ง ในวันที่ 7 มีนาคม 2544 ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ 54 ปี 6 เดือน 7 วัน

ยังความเสียใจสู่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาและสาธุชนยิ่งนัก ต่างปวารณาตนจะสานต่อเจตนารมณ์ให้สำเร็จลุล่วง โดยก่อนที่จะมรณภาพ ได้ตั้งนามพระพุทธรูปไว้แล้วว่า “พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” เพื่อเป็นการอุทิศถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9
การก่อสร้างได้ดำเนินต่อมาจนสำเร็จในวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 เป็นเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 16 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2535-2550 ใช้ทุนทรัพย์ในการสร้างทั้งหมด 104,261,089.65 บาท ซึ่งมาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วสารทิศทั้งสิ้น

ปัจจุบัน พระครูสุภัทรเขตสุนทร (ทวีศักดิ์ สุภัทโท) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบลหัวตะพาน
พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หรือ หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งที่มีพุทธลักษณะงดงามสง่า ฉายพระบารมีเจิดจรัสมองเห็นมาแต่ไกล เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความสูงจากฐานองค์พระถึงยอดเกศา 95 เมตร เทียบเท่ากับตึก 40 ชั้น ขนาดหน้าตักกว้าง 63.05 เมตร การเดินวนรอบองค์พระต้องใช้เวลากว่า 3 นาที ด้านหน้าทางขึ้นทำเป็นบันไดสูง มีพญานาคเลื้อยเป็นราวบันได เสมือนคอยปกป้องพระบวรพุทธศาสนา และยังเชื่อกันว่าการได้สัมผัสนิ้วขององค์พระจะเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง

นับเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของวัดม่วงและจังหวัดอ่างทอง ที่สร้างสำเร็จด้วยแรงศรัทธาของสาธุชน