“หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม” พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐานชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พระเถระชื่อดังรูปหนึ่งของไทย ที่มีสาธุชนให้ความเลื่อมใสศรัทธา
เป็นกัมมัฏฐานศิษย์เอกหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ที่ติดตามพระอาจารย์ เผยแผ่ธรรมคำสอน ตลอดจนร่วมเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาทั่วทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน
อีกทั้งยังเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ด้วย
เกิดในสกุล ปลิปัตต์ เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ก.พ.2431 เป็นชาวบ้านข่า ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม บิดา-มารดา ชื่อนายปา-นางปัตต์ ปลิปัตต์

อายุ 21 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบทครั้งแรกในฝ่ายมหานิกาย มีพระอุปัชฌาย์คาน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์
ด้วยนิสัยใฝ่ศึกษาเล่าเรียนและชอบค้นคว้า หลังจากออกพรรษาได้เดือนเศษ ท่านได้เดินเท้าระยะทาง 51 กิโลเมตร ไปศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งนักธรรมและบาลีที่วัดโพธิ์ชัย อ.ท่าอุเทน ที่มีชื่อเสียงมากขณะนั้น ใช้เวลา 4 ปีเต็ม
หลังกลับมาอยู่วัดได้เพียง 3 วัน ชักชวนพระภิกษุรูปหนึ่ง ออกธุดงค์มุ่งหน้าไป จ.อุดรธานี แต่พระรูปดังกล่าวเปลี่ยนใจกลับวัด
เดินธุดงค์เส้นทางสายบรรลุธรรม แวะพักทำกัมมัฏฐานที่พระบาทบัวบก อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ผ่าน จ.หนองคาย ไปฝั่งสปป.ลาวนครเวียงจันทน์ ก่อนมุ่งหน้าไปบำเพ็ญเพียรภาวนาที่เชิงภูเขาควาย ที่เต็มไปด้วยป่าทึบและภยันตรายเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม

จากนั้น เดินทางต่อไปยังหลวงพระบาง ผ่านเมืองแมด เมืองกาสี และเข้าสู่เขตเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ได้เรียนคาถาอาคมในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยกับพระพม่า ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น แต่ละวันจะเดินทางเฉลี่ย 7-10 กิโลเมตร
ก่อนมุ่งหน้ากลับเข้าประเทศไทย มุ่งหน้าสู่ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากทราบว่า ขณะนั้น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) มาพำนักสอนและอบรมกัมมัฏฐาน
หลังไปกราบพระอาจารย์มั่น ที่วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุติ มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูศรีพิศาลสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูนพีสีฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ชอบอากาศทางภาคเหนือ เพราะสามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้โดยสงบ
ต่อมา ได้สร้างวัดป่ากัมมัฏฐานขึ้นหลายแห่ง คือ วัดป่าดาราภิรมย์ อ.แม่ริม, วัดป่าสามัคคีธรรม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งวัดป่าที่ อ.แม่แตงแห่งนี้เป็นวัดที่พระอาจารย์ตื้ออยู่จำพรรษานานที่สุด
ขณะธุดงค์กับพระอาจารย์มั่นไปตามสถานที่ต่างๆ จนพระอาจารย์มั่นกลับอีสานแล้วแต่หลวงปู่ตื้อกลับเดินธุดงค์ต่อเป็นเวลานานกว่า 50 ปี
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2514 หลังจากออกพรรษา ลูกหลานและทายกทายิกาชาวนครพนม ได้ไปกราบอาราธนานิมนต์ให้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ ได้นำช่างมาก่อสร้างเจดีย์สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2516 และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมจัดงานฉลองสมโภช บวชชีพราหมณ์ 230 คน ตลอดจนแสดงธรรมโปรดญาติโยมไม่ว่างเว้น และอบรมพระภิกษุ-สามเณรให้รู้จักปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างแท้จริง
วันที่ 19 ก.ค.2517 มรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุ 86 ปี พรรษา 65
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมรณภาพได้ 1 ปี ในปี พ.ศ.2516 กองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดสร้างวัตถุมงคลเป็น “เหรียญหลวงปู่ตื้อ รุ่น พ.ศ.2516” เพื่อไว้เป็นที่ระลึกแก่กำลังพลกองบัญชาการทหารสูงสุด

เซียนพระเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า “เหรียญหลังบาตร”
ลักษณะเป็นทรงรูปไข่ มีหูห่วง ขอบเหรียญมีเส้นสันนูน จัดสร้างเป็นเนื้อทองแดงรมดำ แต่ไม่ทราบจำนวนที่จัดสร้างแน่ชัด
ด้านหน้า ตรงกลางมีรูปเหมือนเต็มองค์ ห้อยลูกประคำนั่งท่าขัดสมาธิบนอาสนะ บริเวณอังสะตอกโค้ดตัว ต คล้ายเลข ๓ ไทย หมายถึง ตื้อ ด้านล่างสลักตัวหนังสือคำว่า หลวงพ่อตื้อ อจลธมฺโม
ด้านหลัง มีเส้นสันขอบหนา ใต้หูห่วงมีชุดอัฐบริขาร ประกอบด้วย บาตร ร่ม และกาน้ำ ถัดลงมาสลักอักขระ 3 บรรทัด ใกล้ขอบจากซ้ายไปขวาสลักตัวหนังสือคำว่า วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านข่า ต.ท่าบ่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
อธิษฐานปลุก เสกเดี่ยว พร้อมเหรียญชนิดกลมรุ่นแรก ที่โรงเรียนจ่าอากาศดอนเมืองจัดสร้าง เหรียญรุ่นดังกล่าว มีพุทธคุณโดดเด่นครบรอบด้าน ทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
ปัจจุบันนี้หาได้ยากแล้ว