สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

พระนามเดิม “แพ” ประสูติเมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย.2399 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครอบครัวเป็นชาวสวนบางลำพูล่าง อ.คลองสาน จ.ธนบุรี

พ.ศ.2411 ปีมะโรง บรรพชาที่วัดราชบูรณะ ศึกษาเล่าเรียนที่วัดทองนพคุณ ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี ตามสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ครั้นสมเด็จพระวันรัตอาพาธใกล้ถึงมรณภาพ แนะนำให้พระองค์ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระเทพกวี (แดง) วัดสุทัศน์ (ภายหลังพระเทพกวีได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต)

ข่าวสดพระเครื่อง

ปีเถาะ พ.ศ.2422 อุปสมบทที่วัดเศวตฉัตร มีพระเทพกวี (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ชุ่ม วัดทองนพคุณ และพระอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ กลับมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสุทัศน์ และยังได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์

ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม 3 ครั้ง ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2432 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระศรีสมโพธิ และได้เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพในพระราชทินนามเดิม เมื่อพ.ศ.2439 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พ.ศ.2441 เลื่อนเป็นพระราชาคณะที่พระเทพโมลี พ.ศ.2433 เลื่อนเป็นพระธรรมโกศาจารย์

พ.ศ.2455 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานหิรัญบัฏ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี

พ.ศ.2466 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพุฒาจารย์

ข่าวสดพระเครื่อง

พ.ศ.2472 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาปนาสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต

ครั้นเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 11 วัดราชบพิธฯ เสด็จสวรรคต จึงมีประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2481 โดยประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัตขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 8

ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 วันที่ 19 ก.ย.2482 ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุพรรณบัฏสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”

ทรงปกครองคณะสงฆ์ให้เจริญเรียบร้อยก้าวหน้ามาโดยลำดับ ตั้งแต่เริ่มจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์

ในบั้นปลาย ทรงประชวรด้วยพระโรคชรา ถึงวันที่ 1 พ.ย.2487 คณะแพทย์ถวายการรักษาจนสุดความสามารถ พระอาการทรุดหนัก จนถึงวันที่ 26 พ.ย.2487 สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักสมเด็จ ในวัดสุทัศนเทพวราราม

ข่าวสดพระเครื่อง

สิริพระชนมายุ 89 ปี พรรษา 66

“พระกริ่ง พ.ศ.2479” สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ สร้างในปี พ.ศ.2479 ในขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต

มูลเหตุเกิดจากการที่คณะศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือศรัทธา มีความประสงค์จะได้รับพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ไว้สักการะบูชา เนื่องจากยังไม่เคยมีโอกาสได้รับจากพระหัตถ์ จึงนำความมาปรึกษากับนายนิรันดร แดงวิจิตร (อ.หนู) ซึ่งขณะนั้นยังครองสมณเพศอยู่

ต่อมาจึงนำความไปปรึกษากับ ร.อ.ขุนอนุการณกิจ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดอีกคน ซึ่งก็ได้รับพระเมตตาอนุญาตให้จัดสร้างสมตามความประสงค์ โดยทรงอนุญาตให้ทุกคนจองได้คนละ 1 องค์ และมีข้อแม้ว่าทุกคนจะต้องหาเงินพดด้วงตรายันต์มาคนละ 1 บาท พร้อมกับเงินค่าจ้างหล่ออีกคนละ 1 บาท ส่วนโลหะแร่ธาตุและค่าใช้จ่ายในการพิธีทรงเมตตาออกให้ทั้งสิ้น ปรากฏว่ามีผู้ประสงค์สั่งจองรวมทั้งสิ้น 464 องค์

กำหนดพิธีหล่อในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ตรงกับวันศุกร์ที่ 30 ต.ค.2479

พระกริ่งรุ่นนี้ พุทธลักษณะใหญ่โตล่ำสัน พระกรรณสั้น ไม่ถึงพระอังสา พระหัตถ์ซ้ายถือวัชระ ศิลปะจีนแบบหนองแสพิมพ์ใหญ่ ขนาดสูงประมาณ 4.1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.4 เซนติเมตร

เนื้อองค์พระจัดอยู่ในวรรณะแดง และเนื่องจากมีเงินกลมตรายันต์หลายร้อยก้อนผสมอยู่ จึงเป็นเหตุให้พระกริ่ง 2479 เมื่อสัมผัสหรือแช่น้ำไว้นาน ผิวองค์พระจะกลับดำสนิทเป็นเงางามเสมือนสีนิล

จากคำบอกเล่าของนายนิรันดรระบุว่า เมื่อหล่อพระกริ่ง 2479 เสร็จแล้ว ก็ได้นำพระกริ่งไปไว้ในพระตำหนัก เพื่อให้เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง จนเป็นที่พอพระทัยแล้ว จึงประทานแก่ผู้สั่งจอง และในปีนั้นรับสั่งว่า “พระกริ่งคราวนี้รัศมีดีมาก ยิ่งบูชายิ่งเป็นสิริมงคล ไปไหนให้เอาติดตัวไปด้วย”

จึงเป็นพระกริ่งที่นิยมมาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน