“สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์” เป็นพระราชวงศ์ในราชสกุล ชมพูนุท ดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2465 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกอยู่นานถึง 16 ปี
ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2402 เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ (ต้นราชสกุลชมพูนุท) กับหม่อมปุ่น มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ทรงศึกษาอักขรสมัยเบื้องต้นกับ เจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ ในรัชกาลที่ 3 ผู้เป็นอัยยิกา

เสด็จทรงศึกษาที่โรงเรียนแรฟเฟิลส์ ประเทศสิงคโปร์
ครั้น พ.ศ.2422 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงมีพระฉายาว่า สิริวัฑฒโน
ทรงศึกษาภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และพระปริยัติธรรมจนแตกฉาน ทรงพระปรีชาญาณพิเศษในทางรจนาหนังสือทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ทรงพระนิพนธ์ตำราและหนังสือสำคัญทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา หรือพจนานุกรมภาษาบาลีแปลเป็นไทย มหานิบาตชาดก นิทานต้นบัญญัติ สามเณรสิกขา เป็นต้น
พระนิพนธ์เหล่านี้ยังใช้เป็นคู่มือในการศึกษาภาษาบาลี และการศึกษาพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบันทรงเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และทรงริเริ่มให้จัดหลักสูตรธรรมศึกษา เป็นหลักสูตรการเรียนพระพุทธศาสนาสำหรับฆราวาส ควบคู่ไปกับหลักสูตรนักธรรมของบรรพชิต
พระกรณียกิจพิเศษได้แก่ การเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงผนวช

เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสยุคที่ 1 สิ้นพระชนม์ ในพ.ศ.2444 จึงได้ทรงเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา เป็นเจ้าอาวาสยุคที่ 2
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงบริบูรณ์ด้วยพระศีลาจารวัตรเนกขัมมปฏิปทาไม่บกพร่อง มีพระอัธยาศัยเยือกเย็นสุภาพ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นพระอาการกริ้วโกรธหรือมีรับสั่งผรุสวาทรุนแรงแม้แต่ครั้งเดียว ทรงพระสุขุมคัมภีรภาพในการบริหารกิจการพระศาสนา ด้วยความมั่นคงในหลักการตามพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้จึงทรงงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนาและในพระอิสริยยศทางราชตระกูลตลอดมานับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ทรงพระราชศรัทธายิ่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.2464
สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงมีพระปรีชาสามารถในทางรจนา นับได้ว่าทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญพระองค์หนึ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงพระนิพนธ์ตำรับตำรา และหนังสือสำคัญทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย
ประชวรด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในกระเพาะพระบังคนเบาพิการ ทำให้พระบังคนเบาเป็นโลหิต
สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2480 สิริพระชนมายุ 77 พรรษา
ปี พ.ศ.2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอิสริยยศพระอัฐิขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ที่ 4 และทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์

เหรียญสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ รุ่นแรกจัดสร้างในปี พ.ศ.2466 ทรงสร้างไว้เป็นที่ระลึกในปีที่พระชนมายุ 65 พรรษา เสมอพระชนมายุของพระชนก สร้างประมาณ 1,000 เหรียญ
ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปอาร์ม ขนาดกว้าง 2.6 เซนติเมตร ขนาดยาว 3.3 เซนติเมตร
ด้านหน้าตรงกลางมีพระนามย่อ ช.ส. เป็นตัวอักษรประดิษฐ์ไขว้กัน โดยมีลายกนกประดับทั้ง 2 ข้าง บน ช.ส.มีอุณาโลมเปล่งรัศมีโดยรอบ
ด้านหลังเป็นคาถาอักษรขอม 4 บท และเลข ๒๔๐๒-๒๔๖๖ คาถาอักษรขอม 4 บทนี้เป็นคาถา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ว่า “สัมพุทธาทะยานุภาเวนะ สัพพะสันตาปะวัชชิโต สัพพะสะมัตถะสัมปันโน สีติภูโตสะทาภะวะ” แปลว่า “ด้วยอานุภาพแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของท่านจงห่างจากความเดือดร้อนทุกประการ ก้าวล่วงเวรทั้งปวง เป็นผู้มีความร่มเย็นในกาลทุกเมื่อ”
ส่วนเลข ๒๔๐๒-๒๔๖๖ เป็นปีประสูติ และปีที่ฉลองพระชนมายุ
เป็นอีกหนึ่งเหรียญวัตถุมงคลที่หายากและควรมีเก็บไว้บูชา