“พระธัมมวิตักโกภิกขุ” หรือ “พระยานรรัตนราชมานิต” วงการพระเครื่องเรียกขานนามท่านด้วยความเคารพว่า “เจ้าคุณนรฯ”
เป็นข้าราชสำนักในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้บวชถวายเป็นพระราชกุศลตลอดชีวิต
เดิมชื่อ ตรึก จินตยานนท์ เกิดที่หลังวัดโสมนัสวิหาร อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.พ.2440 เป็นบุตรคนโตของพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์) มารดาชื่อ ภุก จินตยานนท์

สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมด้วยการสอบได้ที่ 1 ของสนามสอบ ทั้งนี้ การสอบในสนามสอบในสมัยนั้น เป็นการสอบรวมกันหลายๆ โรงเรียน โดยใช้ข้อสอบเดียวกัน อาจจะกล่าวได้ว่าท่านสอบได้ที่ 1 ของประเทศในสมัยนั้น และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบัน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โดยเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งไม่ค่อยตรงกับที่ท่านตั้งใจไว้ เพราะแต่เดิมท่านสนใจในวิชาแพทย์
แต่ด้วยบิดาเป็นนักปกครอง อยากจะให้เป็นนักปกครองตาม จึงเลือกเรียนตามความประสงค์ของบิดา และในขณะที่ศึกษาอยู่ เมื่อมีเวลาว่างก็เข้าเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับครูเฉลิม
สำหรับการเรียนวิชารัฐศาสตร์ จบด้วยการสอบไล่ได้ที่ 1 ของชั้นเรียน หลังศึกษาอยู่ในปีสุดท้าย นักศึกษาในปีนั้นต้องเข้ารับการซ้อมรบเสือป่าในฐานะนักเรียนเสือป่ารักษาพระองค์ และในการซ้อมรบครั้งนี้เองทำให้ชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไป เดิมนั้นต้องการเป็นข้าราชการปกครอง กลับต้องมาเป็นข้าราชการในสำนัก เพียงเพราะล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงเห็นรูปร่างเล็ก จึงรับสั่งถามว่า “ตัวเล็กๆ อย่างนี้ถ้าเกิดข้าศึกดักทำร้ายแล้วจะสู้เขาไหวหรือ”
จึงกราบบังคมทูลว่า “ต้องขอลองสู้ดูก่อน ส่วนจะไหวหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งขอรับ”
ถ้อยคำกราบบังคมทูลในครั้งนั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6
ด้วยความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ปฏิบัติรับใช้ด้วยความขยันและซื่อสัตย์จนเป็นที่โปรดปรานของล้นเกล้าฯ จนได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพานทองที่ พระยานรรัตนราชมานิต เมื่อปี พ.ศ.2462 (ขณะนั้นท่านอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น) และได้รับพระราชทานสายสะพาย ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

ต่อมา เมื่อรัชกาลที่ 6 สวรรคต เจ้าคุณนรฯ อุปสมบทในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะที่บวชมีอายุ 28 ปี
โดยครั้งแรกนั้นลาบวชเพียงพรรษาเดียว จากนั้นก็ผัดเป็นสองพรรษา สามพรรษา แม้กระทั่งรัชกาลที่ 7 ทรงเห็นว่า พระยานรรัตนราชมานิต เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ มั่นคงทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวทีทั้งเป็นผู้ที่มีความรู้สูง สมควรที่จะแต่งตั้งให้รับราชการต่อไป
ดังในสัญญาบัตรแต่งตั้งตอนหนึ่งมีใจความว่า “ขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงฤาผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งจะได้พบอ่านคำประกาศนี้ให้ทราบว่า เราได้ตั้งใจให้จางวางตรีเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ปม.ท. จมว.ม.ล.มว.ป.ร.ต. ซึ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของเราเป็นองคมนตรีรับปรึกษาราชการใน ตัวเรา เพิ่มศักดินาขึ้นอีก 1,000 เพื่อจะได้ช่วยเราคิดทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นคุณประโยชน์ มีความเจริญสมบูรณ์ ฯลฯ”
แต่ก็ไม่ยอมลาสิกขาออกไปรับตำแหน่ง
ให้ความสำคัญในการออกรับบิณฑบาตตอนเช้ารวมทั้งการลงโบสถ์ การสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น อย่างเคร่งครัด ตลอดเวลาที่อยู่ในสมณเพศ
จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2514 สิริอายุ 74 ปี พรรษา 46

วัตถุมงคลล้วนเป็นที่นิยมสะสม โดยเฉพาะ “เหรียญโภคทรัพย์ เจ้าคุณนรฯ พ.ศ.2513”
เหรียญดังกล่าว จัดสร้างโดย พระมหาสงัด สุวิเวโก วัดเทพศิรินทราวาส และเจ้าคุณนรฯ อธิษฐานจิต เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2513
ออกแบบและปั๊มโดยกองกษาปณ์ มีทั้งพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ เนื้อทองคำ เงิน นวโลหะผิวไฟ และนวโลหะ
ลักษณะเป็นทรงกลม ไม่มีหูห่วง
ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนเจ้าคุณนรฯ หันข้างในเหรียญทรงกลม ด้านล่างใต้รูปเหมือน มีอักษรฉายาว่า ธมฺมวิตกฺโก
ด้านหลังเป็นยันต์น้ำเต้าหรือยันต์ภควัม ภายในบรรจุอักขระขอม 6 ตัว และตัวปีพ.ศ.ที่สร้าง คือ ๒๕๑๓ ด้านข้างเหรียญเป็นขอบสตางค์
ด้วยเหตุที่เหรียญรุ่นนี้ มีความคล้ายกับเหรียญเงินบาทที่ใช้ในปัจจุบัน จึงอุปมาได้ว่าใครมีเหรียญดังกล่าวไว้บูชา จะเป็นโภคทรัพย์มงคลกับชีวิต
ทำให้เรียกขานว่า เหรียญโภคทรัพย์