วันที่ 20 เม.ย.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาสมณศักดิ์ ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569
โปรดสถาปนาพระพรหมมุนีขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปใหม่ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ มหาเจติยพงศคุณธาดา ธรรมทูตพัฒนคณาลังการ ไพศาลศาสนกิจการี ศรีธรรมธรวรางกูร วิบูลศีลาจารสุนทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพฯ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.2569 ประกาศ ณ วันที่ 20 เม.ย.2569
สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ (บุญเรือง ปุญญโชโต) เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกายอีกรูป ได้รับการยกย่องว่าเคร่งครัดระเบียบวินัย มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา
ปัจจุบัน สิริอายุ 91 ปี พรรษา 71 ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) ประธานการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา และเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ
มีนามเดิม บุญเรือง วรคามวิชัย เกิดเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2478 ที่บ้านโคกพระ ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
ช่วงวัยเยาว์จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประชาบาล
บรรพชาเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2498 ที่วัดสว่างชัยศรี บ้านปอแดง อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ มีพระครูปฏิภาณธรรมคุณ วัดขวัญเมือง จ.กาฬสินธุ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
ต่อมาเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2498 ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปิฎก เป็นพระอุปัชฌาย์
วิทยฐานะ เปรียญธรรม 4 ประโยค, นักธรรมชั้นเอก, วุฒิบัตรหลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ปี 2510
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศาสนศาสตรบัณฑิต (ศน.บ.) วิชาเอกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าอาวาสขณะนั้นมอบหมายภารกิจสนองงานทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และอื่นๆ อีกมากมาย
ด้านการปกครองคณะสงฆ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) วันที่ 10 ก.ค.2547 แทนพระธรรมโสภณ (โกศล สิรินธโร) ที่เกษียณอายุเนื่องจากอายุครบ 80 ปี ต่อมาในวันที่ 20 กันยายน 2547 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 8
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2539 เป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พ.ศ.2547 เป็นเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)

พ.ศ.2561 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)
พ.ศ.2568 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรกที่เข้ารับการฝึกอบรมและออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฯลฯ เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการนำเอาพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ จนกระทั่งสามารถตั้งมั่นในอินโดนีเซีย
อีกทั้งยังเป็นกรรมการบริหารสถาบันฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) ซึ่งจะฝึกอบรมทุกปีในช่วงเดือนมกราคมจนถึงมีนาคม เพื่อให้พระธรรมทูตมีความพร้อมก่อนออกเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
ปัจจุบันมีพระธรรมทูตได้ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น
ด้วยความเป็นพระเถระที่มีวัตรปฏิบัติดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา มีผลงานปรากฏเป็นที่ประจักษ์ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูมากมาย
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร) ให้ดำรงตำแหน่งฐานานุกรมที่พระครูปลัดสัมพิพัฒนวิริยาจารย์ พ.ศ.2514 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสุวีรญาณ พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวิสุทธิมุนี พ.ศ.2543 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพญาณกวี
พ.ศ.2550 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระธรรมเจติยาจารย์
วันที่ 28 ก.ค.2562 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมมุนี
ล่าสุด วันที่ 20 เม.ย.2569 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในการครองสมณเพศเป็นที่ประจักษ์ถึงผลงานและคุณสมบัติต่างๆ เป็นที่ยกย่องเชิดชูเป็นอเนกประการทั้งในด้านการบริหาร เปี่ยมไปด้วยเมตตาคุณ
จึงเป็นที่ยอมรับและเลื่อมใสศรัทธาอย่างกว้างขวาง