“พระครูอดุลสารธรรม” หรือ “หลวงพ่อเฟื่อง ธัมมปาโล” วัดอมรญาติสมาคม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี พระเกจิอาจารย์ทรงวิทยาคมที่ชาวราชบุรีและชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียงเลื่อมใสศรัทธา
มีนามเดิมว่า เฟื่อง ภู่สวัสดิ์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 16 มี.ค.2420 ที่บ้านหมู่ที่ 3 ต.ท่านัด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี บิดา-มารดา ชื่อนายภู่-นางมิ่ง ภู่สวัสดิ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
วิถีชีวิตในวัยเด็ก ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากระบบการศึกษาในสมัยนั้น แต่ได้มาศึกษาร่ำเรียนต่อเมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว

เข้าพิธีอุปสมบทในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ.2440 ที่วัดโชติทายการาม มีพระครูวรปรีชาวิหารกิจ (ช่วง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ทองอยู่ วัดโชติทายการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการโต เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
จากนั้นได้อยู่จำพรรษาที่วัดโชติทายการามกับพระอุปัชฌาย์ พร้อมศึกษาวิทยาคม จากตำรับตำรา มีความสนใจทางด้านการศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการปฏิบัติธรรมหรือวิทยาคม แม้เมื่อตอนที่บวชนั้นไม่อาจอ่านหนังสือออก ก็พากเพียรร่ำเรียนอาศัยการท่องจำจากพระภิกษุด้วยกัน เพียงพรรษาแรกก็สามารถท่องจำบทสวดมนต์และพระปาติโมกข์ได้จนจบ
ทั้งยังไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปโดยปราศจากประโยชน์ พากเพียรเรียนหนังสือไทยและหนังสือขอม สามารถจะอ่านออกเขียนได้ทั้งไทยและขอม สามารถเขียนยันต์ได้อย่างถูกต้อง
เคยกล่าวไว้ว่า “การเจริญกัมมัฏฐานทำให้เกิดปัญญาได้เหมือนกัน เพราะกรรมฐานเป็นที่ตั้งแห่งการงาน คือเป็นรากเหง้าของปัญญา ซึ่งเมื่อผู้ใดได้ฝึกกัมมัฏฐานก็เท่ากับฝึกจิตใจให้มีสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็โปร่งใส อ่านอะไรก็ทะลุปรุโปร่ง เพราะมีปัญญาที่อยู่เหนือกว่าปัญหาทั่วๆ ไป คือปัญญา ของพระอริยะ”

ต่อมา ย้ายไปจำพรรษายังวัดไผ่ล้อม ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี ในห้วงระยะนั้นอุโบสถของวัดได้ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก จนไม่สามารถที่จะทำสังฆกรรมอีกต่อไปได้
จึงได้ร่วมมือกับพระอธิการโต เจ้าอาวาสวัด ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ จัดการก่อสร้างขึ้นใหม่หมดทั้งกุฏิ วิหาร และศาลาการเปรียญ บูรณะวัดจนเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน เมื่อครั้งพระอธิการโต มรณภาพด้วยโรคชรา ก็ได้รับการนิมนต์จากชาวบ้านให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทน

เมื่อเจ้าอาวาสวัดอมรญาติสมาคม หรือหลวงพ่อน้อยมรณภาพ จึงได้รับนิมนต์ให้รักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้ด้วยอีกวัดหนึ่ง จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด พ.ศ.2455 ตรงกับวันที่ 28 มิ.ย. จึงได้ย้ายมาจำพรรษายังวัดอมรญาติสมาคม
ด้วยความที่วัดกับบ้านเป็นที่พึ่งกันและกัน จึงได้พัฒนาทั้งวัดและบ้าน กล่าวคือ ไม่เพียงแต่จะพัฒนาก่อสร้างถาวรวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว ด้านการศึกษานั้นหาได้ปล่อยทิ้งละเลยไม่ ขณะนั้นย่านนั้นหาได้มีสถานศึกษาของพระภิกษุสามเณรไม่ จึงได้จัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในปี พ.ศ.2473 และได้จัดหาครูมาสอนให้ด้วย กระทั่งมีพระภิกษุสามเณรมาศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมากมาย
พ.ศ.2477 จัดสร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ด้วยของเดิมคับแคบ พ.ศ.2483 ดำเนินการสร้างโรงเรียนประชาบาลอมรวิทยาคาร ไม่เพียงพัฒนาวัดเท่านั้น หากยังได้ก่อสร้างถนนหลวงและสะพานข้ามคลองมอญ ย้ายโรงเรียนปริยัติธรรมมายังด้านทิศตะวันตก
ส่วนตำแหน่งหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบล พ.ศ.2471 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2473 พ.ศ.2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรในราชทินนามที่ พระครูอดุลสารธรรม
มรณภาพเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2500 สิริอายุ 80 ปี พรรษา 60
สร้างวัตถุมงคลหลายรุ่น อาทิ เหรียญ พระปรก ฯลฯ ซึ่งวัตถุมงคลทุกรุ่น ล้วนแต่ได้รับความนิยม

โดยเฉพาะ “พระยอดธง” สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2470 ด้วยเนื้อโลหะผสมแก่ทองเหลือง วรรณเหลืองอมเขียว โดยใช้วิธีการหล่อโบราณแบบเบ้าประกบ แล้วตะไบขอบข้างเพื่อเก็บรายละเอียด
ลักษณะองค์พระเป็นพระพุทธปางสมาธิขัดราบ ก้นมีชนวน ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 1.8 เซนติเมตร สูงประมาณ 2.7 เซนติเมตร
ด้านหน้า เป็นรูปจำลององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งปางสมาธิขัดราบ องค์พระห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ
ด้านหลัง ปรากฏผ้าสังฆาฏิชัดเจน ก้นองค์พระมีเดือยของชนวน
จัดเป็นวัตถุมงคลที่หายากและมีราคา ผู้ใดครอบครองมักหวงแหนเป็นยิ่งนัก