“หลวงปู่ใจ อินทสุวัณโณ” หรือ พระราชมงคลวุฒาจารย์ วัดเสด็จ ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง
เดิมชื่อ “ใจ ขำสนชัย” ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 23 พ.ย.2405 ที่บ้าน ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ต่อมาครอบครัวอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่ ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
อายุ 21 ปีบริบูรณ์อุปสมบทที่พัทธสีมาวัดบางเกาะเทพศักดิ์ มีพระอาจารย์จุ้ยเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา “อินทสุวัณโณ”
ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม วิปัสสนากัมมัฏฐาน รวมถึงวิทยาคมต่างๆ จากพระอุปัชฌาย์ ตั้งใจเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งอักษรไทยและขอมจนแตกฉาน มีความสนใจในด้านวิทยาคมต่างๆ และศึกษาวิชาทางสมาธิภาวนาจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว พระเกจิอาจารย์ชื่อดังกาญจนบุรี

พ.ศ.2434 พระอาจารย์จุ้ยเห็นว่าเป็นผู้มีความสามารถ ภูมิปัญญาความรอบรู้ พอที่จะดูแลตัวเองและหมู่คณะได้เป็นอย่างดี และขณะนั้นวัดใหม่ยายอิ่มซึ่งเป็นวัดสร้างใหม่จึง มอบหมายให้ไปดูแลปกครอง
ทุ่มเทสติปัญญา กำลังกาย กำลังใจ สร้างและพัฒนาวัดแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองตามลำดับจนเป็นวัดแห่งหนึ่งของสมุทรสงครามที่มีความใหญ่โต สวยงาม เป็นหน้าเป็นตา
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศวิหาร เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ตามหัวเมืองใหญ่ เสด็จมายังวัดแห่งนี้ได้ประทานนามวัดเสียใหม่ว่า “วัดเสด็จ”

ทรงคุ้นเคยกับวัดเสด็จ พระองค์ทรงมีเมตตาต่อหลวงปู่ใจ ดังจะเห็นได้จากอุโบสถที่สร้างใหม่นั้น ประทาน ทุนทรัพย์จ้างช่างหลวงดำเนินการออกแบบและก่อสร้างให้ นอกจากนี้ พระบรมวงศานุวงศ์ที่เคยตามเสด็จยังร่วมบริจาคทรัพย์สมทบในการสร้างอีกด้วย
ย้อนกลับไปในสมัยที่กำลังสร้างวัดเสด็จต้องเดินทางไปที่จังหวัดกาญจนบุรีอยู่บ่อยครั้งเพื่อไปหาซื้อไม้มาสร้างวัด ท่านขึ้นล่องอยู่หลายปีจึงสร้างวัดได้สำเร็จ และทุกปีจะมาแวะพักที่วัดหนองบัว นำหมากพลูมาถวายหลวงปู่ยิ้ม ซึ่งท่านเคารพหลวงปู่ยิ้มมาก
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ยิ้มพูดว่าถ้าสนใจในวิทยาคมก็จะถ่ายทอดให้ จึงรีบขอเป็นศิษย์ทันที หลวงปู่ยิ้มจึงถ่ายทอดวิชาว่าด้วยการสร้างตะกรุดมหาระงับปราบหงสา ตะกรุดลูกอมอัน เลื่องลือให้แก่หลวงปู่ใจจนหมดสิ้น

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2496 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุทธิสารวุฒาจารย์
วันที่ 5 ธ.ค.2504 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชมงคลวุฒาจารย์
มรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย.2505 สิริอายุ 100 ปี พรรษา 78

สำหรับวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมคือ “ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา” มีพุทธคุณด้านระงับดับภัย โชคร้ายกลายเป็นดี ดับทุกข์โศกหรือเรื่องร้าย
ประวัติการสร้างเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ด้วยเป็นเครื่องรางของขลังประจำพระวรกายองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชออกศึกทำยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา (มังสามเกียด) ทำให้ทหารพม่าแตกทัพไป
ด้วยเหตุนี้ทำให้คนส่วนใหญ่เรียกว่าตะกรุดมหาระงับปราบหงสา หรือตะกรุดนเรศวรปราบหงสาสืบมาจนทุกวันนี้
มีวิธีการสร้างค่อนข้างละเอียดอ่อน เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการจารอักขระเลขยันต์หรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าการเดินยันต์
การเดินยันต์หนึ่งตัวต้องบริกรรมคาถาไปด้วยหนึ่งจบ ส่วนใหญ่จะเป็นบทสรรเสริญพุทธคุณ
ครั้นเมื่อลงอักขระเลขยันต์เสร็จเรียบร้อยจะม้วนให้เป็นแท่งกลม มีช่องว่างตรงกลางไว้ร้อยเชือก เมื่อม้วนเสร็จแล้วก็ต้องพอกด้วยว่านยาคือ ใบไม่รู้นอน 7 ชนิด ประกอบด้วย ใบระงับ, ใบผักกระเฉด, ใบกระทืบยอด, ใบชุมเห็ดเทศ, ใบหญ้าใต้ใบ, ใบแคขาว และใบสมี เมื่อได้ครบทั้ง 7 อย่าง อย่างละเท่ากัน นำไปสุมไฟให้ไหม้ แต่อย่าให้เป็นขี้เถ้า หรือนำไปตากให้แห้ง
จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด นำไปกวนกับน้ำรัก หรือชันยางเรือ ทำเป็นผงสมุกพอกตะกรุด หลังพอกยาเสร็จนำไปตากให้แห้ง จากนั้นใช้เชือกหรือด้ายดิบถักทับจึงลงรักปิดทองเพื่อรักษาตะกรุดไว้อีกชั้นหนึ่ง
การปลุกเสกต้องบริกรรมจนสามารถสะกดและระงับให้บริเวณนั้นเงียบสงบแบบไม่มีเสียงใดๆ ให้ได้ยิน ถึงจะเป็นการปลุกเสกที่สมบูรณ์ที่สุด
ใช้แผ่นโลหะ ขนาดที่พบส่วนมาก 6.5-7 นิ้ว จัดสร้างเป็นเนื้อทองคำ เงิน ทองแดง และตะกั่ว
ในแวดวงนักนิยมเครื่องรางของขลัง ตะกรุดตำรับถือว่าหายากมาก มีเงินเพียงอย่างเดียวมิใช่จะหามาบูชาติดตัวได้เพราะสร้างจำนวนน้อย