“พระเทพมงคลรังษี” หรือ “หลวงปู่ดี พุทธโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พระเกจิที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธา
อีกทั้งยังเป็นพระอุปัชฌาย์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งที่ทรงกลับมาอุปสมบทที่วัดเหนือและจำพรรษาอยู่ 1 พรรษา

เกิดที่บ้านทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2416 บิดา-มารดา ชื่อ นายเทศ-นางจันทร์ เอกฉันท์
บรรพชาในปี พ.ศ.2434 ณ วัดทุ่งสมอ มี พระอธิการรอด วัดทุ่งสมอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่เป็นพระอุปัชฌาย์
อยู่ได้ 6 เดือน ก็ลาสิกขามาช่วยงานครอบครัว จนอายุครบบวชจึงอุปสมบท ณ วัดทุ่งสมอ มีพระครูวิสุทธิรังษี (หลวงปู่ช้าง)เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการรอด และพระใบฎีกาเปลี่ยนเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “พุทธโชติ”
จำพรรษาที่วัดทุ่งสมอ ใฝ่ใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยมีความชอบเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับการสวดปาติโมกข์ จึงมีความมานะพยายาม จนที่สุด สามารถท่องปาติโมกข์ได้จบบริบูรณ์ในพรรษาที่ 2
ช่วงออกพรรษาท่านมักธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ศึกษาวิปัสสนาและวิทยาคมเพิ่มเติมกับพระเกจิหลายรูป อาทิ พระอาจารย์เกิด วัดกกตาล นครชัยศรี, หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี, หลวงพ่อยิ้ม วัดหนองบัว ฯลฯ
ชะตาผกผัน ในพรรษาที่ 12 ที่มาจำพรรษาที่วัดรังษี ครั้งที่ 2 นั้น พบพระครูสิงคิบุราคณาจารย์ (หลวงพ่อสุด) เจ้าอาวาสวัดเหนือ ซึ่งรู้จักกันมาก่อนในครั้งที่รับนิมนต์ให้ไปสวดที่วัดใต้
หลวงพ่อสุด ทำหนังสือขอเดินทางเพื่อไปนมัสการพระเจดีย์ ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า จึงขออนุญาตเดินทางไปด้วย ตลอดทางทั้งไปและกลับ หลวงพ่อสุดเกิดอาพาธ ซึ่งหลวงปู่ดี คอยปรนนิบัติดูแลจนกลับถึงวัดเหนือ
กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ดังเดิม แต่ก็มีจดหมายไต่ถามทุกข์สุขกันเสมอมา บางครั้งหลวงพ่อสุดลงมากรุงเทพฯ จะมาแวะพักพูดคุย จนช่วงหลังๆ ท่านอาพาธหนักเดินทางไปไหนไม่ได้ จึงมีจดหมายถึงหลวงปู่ดีขอให้ไปเยี่ยมท่าน

จึงหาโอกาสขึ้นไปเยี่ยมที่วัดเหนือ หลวงพ่อสุดให้ศิษย์นิมนต์อยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ แต่ก็ไม่รับปากแต่ได้ช่วยดูแลกิจการต่างๆ เช่น สวดปาติโมกข์ หรือเทศน์แทน เป็นต้น
คราหนึ่ง หลวงพ่อสุดให้หลายคนมาขอร้องให้เป็นสมภาร แต่ก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
จนเมื่อหลวงพ่อสุดมรณภาพ กรรมการและศิษย์วัดและชาวบ้านทั้งหลายจึงนิมนต์ขอให้เป็นสมภารอีกครั้ง ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงต้องรับเป็นเจ้าอาวาสวัดเหนืออย่างเต็มตัว
เป็นพระเถราจารย์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาจิต ปรับปรุงและพัฒนาทุกอย่างในวัดทั้งขนบธรรมเนียม ระเบียบพิธีการ และถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัด พระทุกรูปมีวัตรปฏิบัติเรียบร้อย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นับได้ว่า วัดเหนือได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ จนเจริญรุ่งเรือง เป็นที่ชื่นชมศรัทธาของเหล่าสาธุชน แม้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ยังทรงยกย่องให้เป็นตัวอย่างของวัดทั้งหลาย
ในปี พ.ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินต้นที่วัดเหนือ และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระปรมาภิไธย ภปร จารึกไว้เหนือผ้าทิพย์ของ “พระพุทธรูปปางประทานพร” ที่วัดจัดสร้างเพื่อนำปัจจัยมาบำรุงวัด ทั้งทรงพระราชทานแผ่นทอง เงิน และนาก ลงในเบ้าหลอมพระพุทธรูปทุกเบ้า อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง
ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาชคณะชั้นเทพในราชทินนามที่ พระเทพมงคลรังสี และเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี
มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2510
สิริอายุ 94 ปี พรรษา 73
วัตถุมงคลที่สร้างล้วนเป็นที่นิยม โดยเฉพาะ เหรียญพระพุทธชินราชอันทรงคุณค่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2481

ลักษณะเป็นทรงเสมา เพื่อแจกในงานกฐิน จัดสร้างเป็นเนื้อเงิน เนื้อทองแดง และเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้
ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งบนฐานบัว 2 ชั้น ด้านบนมีซุ้มกนก โดยองค์พระจำลองพระประธานในโบสถ์นี้ได้ชื่อว่า “พระพุทธสุทธิมงคล” ซึ่งจำลองมาจากองค์พระพุทธชินราชอีกต่อหนึ่ง
ด้านหลังมีตัวอักขรยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ และยันต์อื่นๆ
เป็นเหรียญที่หายากมากอีกเหรียญ