“พระสังกัจจายน์” พระพุทธสาวกผู้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับทั้งพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานและหินยาน

ลัทธิมหายานมักเรียกว่า “พระสังกัจจายน์โพธิสัตว์” สำหรับลัทธิหินยาน จะหมายความถึง พระศรีอารยเมตไตรย หรือพระอาริย์ โดยเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขสมหวัง ความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งมั่นคง

จะสังเกตได้ว่าทั้งวัดไทย วัดจีน รวมทั้งศาลเจ้าต่างๆ มักมีรูปเคารพพระสังกัจจายน์ประดิษฐานอยู่ทุกที่ นอกจากการกราบไหว้บูชาแล้ว ยังใช้เป็นสิ่งมงคล เพื่อมอบอวยพรให้แก่กันและกันอีกด้วย

พระสังกัจจายน์ ในภาษาจีนเรียก “หมีเล่อฝอ” ญี่ปุ่นเรียก “คะเซ็นเน็น” เป็นหนึ่งในพระอรหันต์พุทธสาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล

ชวนกันมา-พากันมู(เตลู)

ตำนานพุทธสาวกทั้ง 80 องค์ กล่าวว่า …

“ …พระสังกัจจายน์ เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิตกัจจานโคตร หรือกัจจายนโคตร ในแผ่นดินของพระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนี เมื่อเจริญวัยได้ร่ำเรียนศึกษาจนจบไตรเพท ครั้นบิดาถึงแก่กรรมจึงรับตำแหน่ง ‘ปุโรหิต’ แทนบิดา ต่อมาพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงทราบว่าได้บังเกิดพระบรมศาสดาขึ้นบนโลกแล้ว และเสด็จโปรดสัตว์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อสั่งสอนประชุมชน จึงมีพระประสงค์จะอัญเชิญเสด็จมาโปรดสัตว์ ณ เมืองของตน รับสั่งให้กัจจายนะปุโรหิตไปทูลเสด็จฯ กัจจายนะปุโรหิตพร้อมด้วยผู้ติดตาม 7 คน จึงรอนแรมมาถึงที่ประทับของพระบรมศาสดา หลังจากเข้าเฝ้าและฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ ในที่สุดทั้งหมดได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมกัน และทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา’ ครั้นอุปสมบทแล้วจึงทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เสด็จไปโปรดชาวเมืองอุชเชนี ตามประสงค์ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต

ชวนกันมา-พากันมู(เตลู)

พระพุทธองค์รับสั่งกับพระสังกัจจายน์ว่า … ท่านไปเองเถิด เมื่อไปแล้วพระจัณฑปัชโชตและชาวเมืองจะเลื่อมใส … พระสังกัจจายน์จึงถวายบังคมลาเดินทางกลับกรุงอุชเชนี ประกาศพระพุทธศาสนาให้พระเจ้าจัณฑปัชโชตและชาวเมืองเลื่อมใส แล้วกลับคืนสู่สำนักพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสว่า … ท่านเป็นผู้ฉลาดในการอธิบายแห่งการย่อคำพิสดาร …”

พระสังกัจจายน์ เดิมนั้นเป็นบุรุษผู้มีรูปร่างงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องดุจทองคำ จนเป็นที่ต้องตาต้องใจแก่คนทั่วไป ไม่ว่าชายหรือหญิงเมื่อเห็นก็อยากพบอยากทำบุญ สตรีเพศทั้งหลายก็ต่างพากันหลงใหล คอยเฝ้าดูเฝ้าชมกันไม่ลุกไปไหน อันเป็นการขัดขวางซึ่งการปฏิบัติสมณธรรม ท่านจึงไปทูลขออนุญาตพระพุทธองค์ เพื่อขอแปลงกาย จากนั้นตั้งจิตอธิษฐานด้วยอภิญญาของท่านแปลงกายให้อ้วนพุงพลุ้ย น่าเกลียด เพื่อความสงบแห่งจิตและกิเลส

ชวนกันมา-พากันมู(เตลู)

แต่ถึงอย่างไรใบหน้าของท่านยังคงอวบอิ่ม ผ่องใส ร่าเริง ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลง ผู้คนก็ยังคงศรัทธาทำบุญกับท่านไม่ขาด เปรียบได้กับพระสีวลี พระอรหันต์แห่งโชคลาภก็ว่าได้ ดังนั้น เมื่อคณะสงฆ์ต้องเดินทางจาริกไปเป็นจำนวนมาก หากพระสีวลีไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้หรือไม่อยู่ พระพุทธองค์ก็ทรงให้พระสังกัจจายน์ไปด้วย เพื่อจะได้ไม่ติดขัดเรื่องอาหารบิณฑบาต ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นในทุกครา

พระสังกัจจายน์ที่เราพบเห็นกันโดยทั่วไป จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะอ้วนพลุ้ย เปลือยอก ใบหน้าสดชื่นร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีเมตตา สองหูยาวจรดบ่า และมีท่านั่งแบบสบาย

นอกจากนี้ ถ้าเป็นศิลปะตามคติมหายานของจีน โดยมากจะปรากฏรูปเด็กผู้ชาย 5 คนวิ่งรายล้อมหรือปีนป่ายอยู่รอบกาย สื่อความหมายถึง “อู่ฝู” หรือความสุข 5 ประการ อันถือเป็นความสุขที่เที่ยงแท้ของชีวิตมนุษย์

ชวนกันมา-พากันมู(เตลู)

ในทางพุทธศาสนามหายาน คติการสร้างรูปเคารพ “พระสังกัจจายน์” เริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ซ้อง) ซึ่งเป็นสมัยที่มีความรุ่งเรืองด้านศิลปหัตถกรรมจีน รูปเคารพทางพุทธศาสนาจึงใช้เป็นสื่อมงคลในราชสำนักและคหบดีทั่วไป ทั้งภาพวาด จิตรกรรม และประติมากรรม พระสังกัจจายน์ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขสมหวังและความเป็นมงคลสำหรับใช้อวยพรให้แก่กันและกัน โดยถือปฏิบัติสืบมา

ดังนั้น เมื่อเห็นรูปเคารพพระสังกัจจายน์ ณ ที่ใด ผู้คนก็มักไปกราบบูชากันเป็นเนืองนิตย์ ด้วยเชื่อกันว่าจะบันดาลโชคลาภ ความร่ำรวย ความรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ สติปัญญา และเสน่ห์เมตตามหานิยม

บ้างนำไปบูชายังเคหสถาน ร้านค้า บริษัท หรือพกติดตัว เพื่อกิจการค้าขาย การเจรจา และการดำเนินธุรกิจ จะประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง

สืบมาถึงปัจจุบันยังมีการจัดสร้างรูปจำลองพระสังกัจจายน์ ในรูปแบบพระบูชา พระเครื่อง และสิ่งมงคลทางจีน

คาถาบูชาขอลาภพระสังกัจจายน์ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดพระคาถาก่อนขอพร ดังนี้

“กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระ ปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม ลาเภนะ อุตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทาโสตถิ ภะวันตุ เม”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน